พระปิดตาพิมพ์สะดือจุ่น เนื้อเมฆพัด หลังยันต์

พระปิดตา เนื้อเมฆพัด หลังยันต์

การสร้าง พระปิดตา เนื้อเมฆพัด และ พระปิดตา เมฆสิทธิ์ คือคำว่า “เมฆสิทธิ์” และ “เมฆพัด” นั้นเป็นชื่อเรียกโลหะผสมหลากหลายชนิดที่นำมาหลอมรวมกันตามกรรมวิธีแบบโบราณ หรือที่เรียกกันว่า เล่นแร่แปรธาตุ หากนำมาสร้างพระเครื่องก็จะหมายถึง โลหะธาตุกายสิทธิ์ ที่มีอานุภาพช่วยคุ้มครอง ป้องกันอันตราย ช่วยเสริมบารมีและให้คุณแก่ผู้ครอบครอง ถือว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่คนไทยในอดีตให้ความนับถือ และแสวงหามาครอบครองกันมาก.

พระปิดตาหูกระต่าย หลังยันต์ เนื้อเมฆพัด

ในปัจจุบันก็ยังมีความนิยมอยู่มิเสื่อมคลาย แต่เนื่องจากการสร้างที่มีจำนวนน้อย และมีอายุการสร้างมานานร่วม 100 ปี จึงเป็นพระเครื่องที่หาชมและสะสมได้ยากมาก ประกอบกับมีการทำปลอมขึ้นมาจำนวนมาก มีทั้งพิมพ์ที่คลาดเคลื่อน รวมไปถึงการสร้างและมวลสารที่นำมาใช้สร้าง ไม่ตรงกับข้อมูลเดิมที่เคยสร้างไว้  จึงจำเป็นกับผู้ที่ต้องการศึกษาเรียนรู้เป็นอย่างมาก เพื่อช่วยให้เราศึกษาได้ละเอียดและแม่นยำมากขึ้นกว่าในอดีต.

 

พระปิดตาพิมพ์สะดือจุ่น เนื้อเมฆพัด หลังยันต์ พระปิดตาพิมพ์สะดือจุ่น เนื้อเมฆพัด หลังยันต์
พระปิดตาพิมพ์สะดือจุ่น เนื้อเมฆพัด หลังยันต์
พระปิดตาพิมพ์สะดือจุ่น เนื้อเมฆพัด หลังยันต์

พระปิดตาพิมพ์สะดือจุ่น เนื้อเมฆพัด หลังยันต์

พระปิดตาพิมพ์สะดือจุ่น เนื้อเมฆพัด หลังยันต์

พระปิดตาพิมพ์สะดือจุ่น เนื้อเมฆพัด หลังยันต์

พระปิดตาพิมพ์สะดือจุ่น เนื้อเมฆพัด หลังยันต์

พระปิดตาพิมพ์สะดือจุ่น เนื้อเมฆพัด หลังยันต์


สนใจสอบถาม LINE ID : 0613608638

ลูกแก้วสารพัดนึก หลวงพ่อโอภาสี อาศรมบางมด สีน้ำเงินเคลือบปรอท

ลูกแก้วสารพัดนึก หลวงพ่อโอภาสี อาศรมบางมด

ลูกแก้วสารพัดนึก หลวงพ่อโอภาสี อาศรมบางมด ขนาดลูกแก้ว 1.5 cm. แจกในงานฌาปนกิจหลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา – หลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกามรณภาพลงในวันที่ 17 ธันวาคม 2497 ท่ามกลางความเศร้าโศกของศิษยานุศิษย์   มีสิ่งที่น่าแปลกใจ ในเช้าวันถัดไปคือ 18 ธันวาคม 2497 หลวงพ่อโอภาสี เดินทางมาถึงวัดเขาสาริกา เพื่อเป็นธุระในการจัดพิธีฌาปนกิจหลวงพ่อกบ ผู้เป็นอาจารย์ .

หลวงพ่อโอภาสี อาศรมบางมด

เหตุการครั้งนั้นสร้างความสงนให้แก่ผู้คนและลูกศิษย์เป็นอย่างมาก เนื่องจากสมัยก่อนการสื่อสารไม่รวดเร็วเหมือนปัจจุบัน การส่งข่าวไปหากันแต่ละครั้งใช้เวลาหลายวัน ซึ่งบ่งบอกได้ว่า หลวงพ่อโอภาสี เป็นพระอภิญญาสูงกับเหมือนอาจารย์ของท่าน เพราะสามารถหยั่งรู้ความเป็นไปในโลก ทั้งยังรับรู้ถึงผู้เป็นอาจารย์ละสังขารลงอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก.

ลูกแก้วสารพัดนึก หลวงพ่อโอภาสี อาศรมบางมด สีน้ำเงินเคลือบปรอท

วัตถุมงคลหลวงพ่อโอภาสี

ลูกแก้วสารพัดนึก หลวงพ่อโอภาสี อาศรมบางมด ที่พบเจอส่วนมากมีขนาดเล็กพกพาง่าย เป็นลูกแก้วกลม มีหลากหลายสี ทั้งสีขาว แก้วใส มีลิ้นข้างใน และ แบบไม่มีลิ้นข้างใน แบบเคลือบปรอด บางลูกมีลักษณะรอยแตกร้าวคล้ายแก้วร้าว – วัตถุมงคลที่หลวงพ่อโอภาสี ท่านแจกจ่ายไว้ให้แก่ผู้ศรัทธาในยุคที่ท่านยังมีชีวิตอยู่นั้น ถือเป็นเครื่องรางที่มีประสบการณ์สูง ไม่ว่าจะเป็นทางด้านให้โชคลาภ ค้าขายดี ปัดเป่าเสีนดจัญไร คุ้มครองป้องกันตัวแก่ผู้มีไว้บูชา เพราะว่ากันว่าท่านเพ่งกสิณไฟในวัตถุมงคลเช่นเดียวกับหลวงพ่อกบ ผู้เป็นอาจารย์.

ลูกแก้วสารพัดนึก หลวงพ่อโอภาสี อาศรมบางมด สีน้ำเงินเคลือบปรอท
ลูกแก้วสารพัดนึก หลวงพ่อโอภาสี อาศรมบางมด สีน้ำเงินเคลือบปรอท

พระปิดตาเมฆสิทธิ์ หลวงพ่อทับ วัดอนงคฯ

พระปิดตาเมฆสิทธิ์ หลวงพ่อทับ วัดอนงค์

พระปิดตาเมฆสิทธิ์ ( พระเมฆสิทธิ์ ) วัดอนงคาราม ถือเป็นโลหะธาตุศักดิ์สิทธิ์ นับถือกันว่าใครดวงตกมีเคราะห์ร้าย มีปัญหาหนักหนาสาหัส ให้บูชาพระเมฆสิทธิ์ วัดอนงคฯ  มีคุณวิเศษแก้ดวงตก กลับร้ายกลายเป็นดี  ผ่านพ้นอุปสรรค ชีวิตรุ่งเรืองมีโชคลาภมากอนันต์.

พระปิดตาเมฆสิทธิ์ หลวงพ่อทับ วัดอนงคฯ

หลวงพ่อทับ วัดอนงคฯ เป็นพระเกจิอาจารย์ที่เชี่ยวชาญในวิธีเล่นแร่แปรธาตุ มีอาคมแก่กล้า ในช่วงที่ท่านจำพรรษาวัดอนงคฯนั้น ” สมเด็จพุฒาจารย์ นวม ” เป็นเจ้าอาวาส หลวงพ่อทับ เป็นเพียงพระลูกวัด แต่มีพรรษาสูงกว่า ท่านได้หลอมโลหะจนได้โลหะเมฆสิทธิ์ มีวรรณะสีสันสวยงามแปลกตา มีคุณวิเศษศักดิ์สิทธิ์แฝงอยู่ในตัว แม้แต่ ” หลวงปู่สุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ” ก็ได้มาศึกษาแลกเปลี่ยนวิชากับท่าน และ หลวงปู่สุขได้นำวิชาหล่อพระเมฆสิทธิ์กลับไปสร้างพระเครื่องพิมพ์สี่เหลี่ยมยังวัดของท่าน.

พระปิดตาเมฆสิทธิ์ หลวงพ่อทับ วัดอนงคฯ

พระเนื้อเมฆสิทธิ์ หลวงพ่อทับ

พระเมฆสิทธิ์ หลวงพ่อทับ มีหลายพิมพ์ ได้แก่ พิมพ์พระปิดตา พิมพ์ปางซ่อนหา พิมพ์พระชัยวัฒน์ พิมพ์พระอปคุต พิมพ์พระชินราช พิมพ์พระพิจตร  ตลอดจนลูกอมเนื้อเมฆสิทธิ์ ฯลฯ แต่ที่นิยมกันมาก จนเกิดการแสวงหามีมูลค่าสูงก็คือ ” พระปิดตาเนื้อเมฆสิทธิ์ ”

พระปิดตาเมฆสิทธิ์ หลวงพ่อทับ วัดอนงคฯ

เนื้อเมฆสิทธิ์ เป็นโลหะที่มีวรรณะสีสันเฉพาะตัว ผิวมีประกายเปล่งใส มีเขียวอมน้ำตาล มีประกายเหลืองทอง เรียกว่า สีเขียวปีกแมลงทับ เนื้อละเอียดเนียนแน่น เนื้อในหากถูกขัดถูจะเห็นเป็นสีขาวแบบสแตนเลส เมื่อทิ้งไว้ไม่นานจะกลับเป็นสีเขียวเข้มดังเดิม.

พระเมฆสิทธิ์ หลวงพ่อทับ วัดอนงคฯ พระเมฆสิทธิ์ หลวงพ่อทับ วัดอนงคฯ

เหล็กไหลท้องปลาไหล

เหล็กไหลท้องปลาไหล

เหล็กไหลชนิดนี้ เป็นเหล็กไหลน้ำหนึ่ง ที่ไม่ยอมแข็งตัวเองในธรรมชาติ  ชอบแฝงตัวอยู่ภายในถ้ำลึกที่มีความสงบ  ราวกับว่าจำศีลบำเพ็ญเพียร  การตัดเหล็กไหลชนิดนี้ก็เหมือนกับการตัดแร่เหล็กไหลปีกแมลงทับทุกประการ  คือต้องล่อด้วยน้ำผึ้งพระจันทร์ และตัดด้วยมีดอาคม โดยจะต้องตัดเส้นไยเหล็กไหล ให้ขาดภายในสามครั้ง  มิฉะนั้นหากเกินกว่าสามครั้งอาจเป็นอันตรายจากเส้นไยของเหล็กไหลชนิดนี้ได้

เหล็กไหลท้องปลาไหลจะมีสีสันเหมือนกับ สีของท้องปลาไหลตามธรรมชาติ  จัดเป็นแร่เหล็กไหลน้ำหนึ่งที่มีความงดงาม และหาได้ยากมาก เด่นในเรื่องของการสร้างภาพมายา บางครั้งก็สร้างภาพนิมิตให้เห็นเป็นงูขนาดใหญ่  ที่มีความดุร้าย และน่ากลัวมาก  ทำให้ผู้ที่พยายามเข้าไปตัดเหล็กไหลชนิดนี้ เกิดอาการเสียสติประสาทหลอน  ด้วยเพราะพลังอำนาจในการสร้างภาพมายานิมิตของเหล็กไหลท้องปลาไหลนั่นเอง

ผู้ที่ครอบครองเหล็กไหลท้องปลาไหล จึงสามารถใช้ พลังจิตของเหล็กไหลชนิดนี้ ในการสร้างภาพมายานิมิต ให้ปรากฏขึ้นได้โดยเฉพาะหากนำเหล็กไหลท้องปลาไหล มาใช้ร่วมกับพลังอำนาจจิตสร้างภาพมายานิมิต ของการเพ่งกสิณด้วยแล้ว  จะสามารถสร้างมายานิมิตได้อย่างน่าอัศจรรย์

โคตรเหล็กไหล  เป็นแร่เหล็กไหลน้ำรอง ที่เกิดจากการแข็งตัวเองตามธรรมชาติ  งอกตัวเกาะอยู่ตามผนังถ้ำ  เสพน้ำผึ้ง อาบแสงจันทร์  เจริญเติบโตได้ราวกับสิ่งมีชีวิต.

เหล็กไหลเงินยวง ธาตุกายสิทธิ์ หลวงพ่อหวล วัดพุทไธศวรรย์

เหล็กไหลเงินยวง หรือ เหล็กไหลชีปะขาว

เหล็กไหลเงินยวง มักพบเห็นในที่เย็นจัด คือ แถบที่มีหิมะปลกคลุม อย่างเช่นในแถบประเทศเนปาล หรือ ทิเบต  ดังนั้นจึงไม่ค่อยพบในประเทศไทย  คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า เหล็กไหลต้องมีสีดำเท่านั้น  แต่เหล็กไหลชนิดนี้มีสีสันที่แปลกแตกต่างไปจากเหล็กไหลโดยทั่วไป  เพราะมีสีขาวเงินยวงเหมือนปรอท เหมือนโลหะแวววาว  บางชิ้นผิวพรรณดูคล้ายเกล็ดงู  จะเรียกว่า ” นางพญางูขาว หรือ นางพญางูเผือก ” เหล็กไหลประเภทนี้ไม่ค่อยเสพน้ำผึ้ง แต่จะชอบอาบแสงจันทร์  มีอิทธิฤทธิ์ทางด้านมายาภาพ และสามารถปรับอุณหภูมิรอบๆตัวให้เหมาะสมได้ เด่นในทางล่องหนหายตัว เป็นแคล้วคลาด ไม่ต้องเจอกับเหตุเภทภัยอันตรายใดๆ

เหล็กไหลเงินยวง ( เหล็กไหลชีปะขาว )

เหล็กไหลเงินยวงเป็นเหล็กไหลที่นักบวชทางเหนือ และพวกลามะทิเบต นิยมพกติดตัวไว้เป็นธาตุกายสิทธิ์ที่ใช้ในการปกป้องคุ้มครอง และใช้ในการแสดงฤทธิ์ เช่น ใช้ทำน้ำมนต์ หรือ เป็นเครื่องเพิ่มกระแสจิตให้กับตังเอง  แต่หากถึงคราวที่ผู้ครอบครองหมดอายุขัย หรือ ประพฤติตัวไม่เหมาะสม  เหล็กไหลชนิดนี้ก็จะล่องหนหายตัวไป  จึงจัดเป็นเหล็กไหลอีกชนิดที่หาได้ยากมาก  น้อยคนนักที่จะรู้จัก หรือ เคยได้พบเห็น  เหล็กไหลชนิดนี้มีลักษณะคล้ายเหล็กไหลตัดเย็น  มีรูปทรงยาวมนรี ทรงหนำเลี๊ยบ สามารถเก็บมาเฉยๆ ได้โดยไม่ต้องตัด ที่เป็นก้อนฝังอยู่ในใต้ดินก็มีเช่นกัน  ต้องใช้จิตตรวจดูจึงทราบได้  โดยมากเหล็กไหลชนิดนี้มักมีญาณของชีปะขาว หรือ คนธรรพ์รักษาดูแลอยู่  จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ” เหล็กไหลชีปะขาว “

นอกจากนี้ผู้ที่มีวิชาอาคม ด้านการเล่นแร่แปรธาตุ ยังสามารถดักล่อพรายปรอทจากอากาศ  แล้วนำมากลิ้งเป็นรูปทรง จนปรอทนั้นกลายเป็นของแข็ง  ปรอทก็จะกลายเป็น เหล็กไหลเงินยวงได้เช่นเดียวกัน  เหล็กไหลเงินยวงจึงมีอานุภาพสูง สามารถเป็นได้ทั้งสามสถานะ คือ ของแข็ง  ของเหลว  และก๊าซ  อันเป็นคุณสมบัติของแร่ปรอทนั่นเอง  วิชาปรอทเป็นวิชาที่สามารถนำมาใช้ควบคู่กับ วิชาเหล็กไหลได้  ดังนั้นใครที่มีวิชาตัดเหล็กไหลได้  ก็จะสามารถดักล่อปรอทในธรรมชาติได้ด้วยเช่นกัน

พระรอด เนื้อเหล็กไหล หลวงพ่อหวล วัดพุทไธสวรรค์

เหล็กไหลปีกแมลงทับ หรือ เหล็กไหลโกฏิปี

เหล็กไหลโกฏิปีถือว่าเป็นเหล็กไหลที่ทรงอิทธิฤทธิ์มากที่สุด หายากที่สุด เอามาได้ยาก และเก็บรักษาไว้ได้ยากที่สุดในบรรดาเหล็กไหลทั้งปวง  นอกจากนี้ยังเป็นเหล็กไหลที่มีลักษณะสวยงาม  พบอยู่ตามหน้าผาเพดานถ้ำ โดยจะมีลักษณะเป็นดอกบัวตูมฝังตัวอยู่ในฝักหิน  มีผิวพรรณวรรณะสีเขียวเข้มอมดำ เมื่อต้องแสงไฟจะเลื่อมพรายประกายรุ้ง  ดูเหลือบสีงดงามตามธรรมชาติ  เหล็กไหลโกฏิปีจะสามารถเปลี่ยนสีของตัวเองไปได้เรื่อยๆ จากสีเขียวเข้ม สามารถกลายเป็นสีน้ำเงินเข้ม หรือ ออกเป็นสีเขียวอมเหลืองทอง   สีแสดแดงอมเหลืองเหลือบเขียว  ดุจดังสีของปีกแมลงทับ  ด้วยเหตุนี้เองครูบาอาจารย์ ท่านจึงเรียกเหล็กไหลชนิดนี้ว่า ” เหล็กไหลปีกแมลงทับ ” ตามลักษณะสีสันที่สวยงามดุจเดียวกับสีของปีกแมลงทับนั่นเอง

เหล็กไหลปีกแมลงทับสีน้ำเงินเข้ม ที่ได้จากการตัดด้วยอาคมวิชาการตัดเหล็กไหล เป็นของล้ำค่าที่หายากมาก

เหล็กไหลโกฏิปีเป็นเหล็กไหลที่มี อิทธิฤทธิ์สมบูญณ์พร้อม และเป็นสุดยอดของที่มาตำนาน เหล็กไหลธาตุอิทธิฤทธิ์ ด้วยเพราะสามารถล่องหนหายตัวจากไปได้  สามารถทะลุทะลวงวัตถุธาตุทุกชนิด  สามารถเสด็จขึ้นไปบนนภากาศได้  สามารถดับพิษไฟ  กินฟอสฟอรัส  ดินปืน  ให้เสื่อมอานุภาพโดยไม่ทำให้เกิดความชื้นแต่อย่างใด  เป็นมหาอุดคงกระพันกันเขี้ยวงาภูตผีปีศาจทุกชนิด  กินพลังงานไฟฟ้าได้  ผู้ที่พกเหล็กไหลโกฏิปีติดตัว จึงเท่ากับว่า มีมหาโยคีรักษาอยู่กับตัว  เพราะเหล็กไหลชนิดนี้ เทียบได้กับผู้ที่มีอิทธิวิธีอภิญญา 5 นั่นเอง

การตัดเหล็กไหลโกฏิปีนั้นทำได้ยากมาก  ต้องล่อด้วยน้ำผึ้งป่าที่ผ่านการอาบแสงพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ ( น้ำผึ้งพระจันทร์ ) ล่อให้ไยเหล็กไหลยืดตัวลงมาเสพน้ำผึ้งพระจันทร์  ยามที่เหล็กไหลโกฏิปีไหลออกมานั้นจะมีลักษณะเฉพาะคือ ตัวเหล็กไหลที่ยืดออกมานั้นจะมีลักษณะเป็นเส้นบางๆ คล้ายไยบัว และมีความวาวเป็นประกาย เมื่อดูด้วยตาเปล่าเหมือนว่าง่ายต่อการตัด  แต่ในความเป็นจริงกลับไม่สามารถตัดให้ขาดได้ ด้วยของมีคมตามธรรมดาทั่วไป  จะต้องใช้ของอาถรรพ์ในการตัดเท่านั้น และในการตัดแต่ละครั้งก็สามารถลงมือทำได้เพียงสามครั้งเท่านั้น  หากตัดครั้งที่สามแล้วยังไม่ขาดจะต้องยุติการทำพิธีลงทันที  มิเช่นนั้นในการลงมือตัดครั้งที่สี่  เส้นไยของเหล็กไหลชนิดนี้ จะทำร้ายผู้ตัด ด้วยการตวัดเส้นไยพันตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย และตัดส่วนที่เส้นไยตวัดพันไว้นั้น ให้ขาดหลุดออกมา เช่น หากพันเข้าที่แขน ก็จะตวัดตัดแขนขาด  หากเส้นไยตวัดที่ขาก็จะตัดขาให้ขาด

พระรอด เนื้อเหล็กไหล หลวงพ่อหวล วัดพุทไธสวรรค์

พระรอด เนื้อเหล็กไหล หลวงพ่อหวล วัดพุทไธสวรรค์

ที่ผ่านมาจึงมีผู้ที่พยายามตัดเหล็กไหลน้ำหนึ่งชนิดนี้ เสียชีวิตมาแล้วจำนวนมากมาย  โดยเฉพาะที่ภูเขาควาย  เหล็กไหลโกฏิปีได้สังหารผู้ที่พยายามเข้าไปตัดล้มตายไปเป็นจำนวนมาก  จนกระทั่งพระอาริยะผู้มีคุณวิเศษต้องเข้าไปนำเหล็กไหลชิ้นนั้นออกมา  จนกลายเป็นตำนานเล่าขานสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ปีกแมลงทับ

ด้วยคุณวิเศษอันเป็นที่ประจักษ์แก่ผู้ที่ได้พบเห็น  เหล็กไหลโกฏิปีจึงเป็นต้นตำนานของแร่เหล็กไหล  เหล็กไหลนั้นมีจริง ผู้ที่เคยได้พบเห็น และ สัมผัสกับแร่เหล็กไหลโกฏิปีย่อมทราบถึงความจริงในเรื่องนี้ดี  ถึงแม้เหล็กไหลน้ำหนึ่งจะหาได้ยากแสนยาก แต่เหล็กไหลก็มีอยู่จริงอย่างแน่นอน  ส่วนปัจจุบันที่พบเห็นการทำ เหล็กไหลปลอม ขึ้นมานั้น  ก็ล้วนแต่พยายามปลอมและลอกเลียนแบบ จากเหล็กไหลอันเป็นของแท้ของจริงนั่นเอง หากไม่มีเหล็กไหลของแท้ของจริงแล้ว จะมีของปลอมขึ้นมาได้อย่างไร ? จะเอาอะไรมาเป็นต้นแบบให้ทำปลอม

โคตรเหล็กไหลไพรดำ ธาตุกายสิทธิ์ ของดีที่มีพลังในตัวสูง

เหล็กไหลน้ำหนึ่ง – แร่เหล็กไหลที่ไม่ยอมแข็งตัวเองใน

ธรรมชาติ 

แร่เหล็กไหล แม้ว่าจะนับเป็นสุดยอดของธาตุกายสิทธิ์ที่มีความพิเศษในตัวสูง  แต่แร่เหล็กไหลชนิดที่จัดได้ว่าดีที่สุดก็คือ เหล็กไหลประเภทน้ำหนึ่ง  อันเป็นแร่ธาตุที่ไม่ยอมแข็งตัวเองในธรรมชาติ  ต้องใช้วิชาการตัดเหล็กไหลเท่านั้นจึงจะนำเอา เหล็กไหลชนิดนี้ออกมาได้

เหล็กไหลน้ำหนึ่งเป็นเหล็กไหลที่หาได้ยากยิ่งนัก ผู้ใดหากได้เหล็กไหลชนิดนี้ เอาไว้ในครอบครอง นับว่าเป็นบุญ เพราะธาตุกายสิทธิ์ชนิดนี้สามารถดลบันดาลสิ่งต่างๆ ให้เกิดกับชีวิตของเราอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะการปกป้องคุ้มครองภัยอันตรายให้กับเรา เป็นคงกระพัน มหาอุด เป็นเมตตามหานิยม อีกทั้งยังสามารถรักษาโรคภัยที่เกิดขึ้นภายในร่างกายเราอีกด้วย

แร่เหล็กไหลที่ไม่ยอมแข็งตัวเองตามธรรมชาติ กำลังยืดตัวออกจากรังเหล็กไหล เนื่องจากต้องอาคมด้วยการตัดเย็น

แร่เหล็กไหล มีพลังงานในตัวสูง พลังเหล่านี้เป็นพลังที่มีอยู่ในมหาจักรวาล  เป็นพลังอันลึกลับที่อยู่เหนือความรู้ และวิทยาการของโลกเรา  พลังแห่งมหาจักรวาล นี้ประกอบไปด้วยกลุ่มพลังแห่งจิตของมหาจักรวาล และ พลังอันเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า  จึงสามารถป้องกัยอันตรายจากการกระทำของแม่ธาตุทั้งสี่บนโลกได้ อีกทั้งพลังอันลึกลับดังกล่าว ยังสามารถนำมาใช้รักษาโรคภัยต่างๆ ให้หายได้อย่างน่าอัศจรรย์  โดยการปรับสมดุลของธาตุภายในระบบร่างกายของเรา  เมื่อธาตุภายในร่างกายเกิดความสมดุล จึงห่างไกลโรคภัยทั้งปวง

 

เหล็กไหลน้ำหนึ่งทรงหยดน้ำ

เหล็กไหลเงินยวง ธาตุกายสิทธิ์ หลวงพ่อหวล วัดพุทไธศวรรย์

ชนิดและประเภทของแร่เหล็กไหล

– ชนิดของแร่เหล็กไหล

วิธีการตัดร้อน และ การตัดเย็นนั้นสามารถเรียกแร่เหล็กไหลประเภทต่างๆ ได้เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าในรังเหล็กไหลนั้น มีแร่เหล็กไหลประเภทใดแฝงตัวอยู่ภายใน  บางครั้งก็อาจเป็นแร่เหล็กไหลที่มีสีเขียว คล้ายสีของปีกแมลงทับ อันเป็นแร่เหล็กไหลชั้นดีและหาได้ยากมาก แต่โดยส่วนมาก การตัดแร่เหล็กไหลด้วยการลนนี้

มักจะได้แร่เหล็กไหลประเภท ” เหล็กไหลเพชรดำ ” หรือพวก ” เหล็กไหลเจ้าป่า ” ที่มีลักษณะสีดำเป็นมันเงา ชอบเล่นแสงไฟ และชอบเสพน้ำผึ้ง เหล็กไหลประเภทนี้ เมื่อยังไม่แข็งตัวจะสามารถยืด หรือ หดตัวเองได้ราวกับสิ่งมีชีวิต  แต่หลังจากที่ผ่านการตัดแร่เหล็กไหลออกมาจากรังแล้ว เหล็กไหลเจ้าป่าจะแข็งตัว และไม่สามารถยืดหดตัวเองได้อีกต่อไป

ชนิดของแร่เหล็กไหล

 

แร่เหล็กไหลที่ผ่านการตัดด้วยวิธีการตัดเย็น จะมีคุณสมบัติสูงกว่า แร่เหล็กไหลที่ผ่านการตัดด้วยวิธีการตัดร้อนหลายเท่าตัว ทั้งนี้เพราะความร้อนที่ใช้ในการลนแร่เหล็กไหล ได้ส่งผลให้ แร่เหล็กไหลสูญเสียคุณสมบัติพิเศษของแร่เหล็กไหลไปหลายประการ

ส่วนแร่เหล็กไหลที่จะนำมาใช้ฝังลงภายในร่างกาย จะต้องเป็นแร่เหล็กไหล ที่ได้จากการตัดร้อน หรือ ตัดเย็นเท่านั้น  หากเป็นการตัดด้วยวิธีอื่น เช่น การตัดด้วยเส้นด้าย  การตัดด้วยมีดอาคม ฯลฯ จะไม่สามารถนำมาฝังลงภายในร่างกายได้  เพราะขนาดของแร่เหล็กไหลจะใหญ่เกินไป จึงไม่เหมาะสมแก่การที่จะนำมาฝังนั่นเอง

สุดยอดแร่เหล็กไหลที่เหมาะแก่การนำมาฝังในร่างกาย

แร่เหล็กไหลที่สามารถนำมาฝังลงภายในร่างกายได้ จะต้องมีลักษณะเป็นเม็ดกลมคล้ายเม็ดไข่มุก  ถึงแม้อาจไม่กลมทีเดียวอย่างเช่น แร่เหล็กไหลที่ผ่านการตัดด้วยความร้อนที่ด้านหนึ่งนั้นจะเรียบแบน  ก็ยังสามารถนำมาฝังลงภายในร่างกายได้

แต่หากเราต้องการที่จะฝังแร่เหล็กไหลลงในร่างกายทั้งทีก็ควรที่จะหาแร่เหล็กไหลชั้นดีที่สุด  นั่นคือแร่เหล็กไหลที่มีลักษณะฐานกลมคล้ายเม็ดไข่มุกสีดำ  อันเป็นสุดยอดของแร่เหล็กไหลชนิดที่นำมาฝังไว้ภายในร่างกาย  เพราะอานุภาพของแร่เหล็กไหลสัณฐานกลมนั้นมีอานุภาพสูงกว่าชนิดเรียบแบนมาก

นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีการนำเอาหินแก้วที่มีสีสัน คล้ายกับแร่เหล็กไหลมาเป่าด้วยความร้อนสูง  เพื่อให้ได้หินแก้วไหลหยดออกมา  แต่หินแก้วก็มิใช่แร่เหล็กไหล เพียงแต่มีความคล้ายแร่เหล็กไหลเท่านั้น  รังเหล็กไหลที่แท้จริงจะต้องเป็นฝักหินจริงๆ  เหล็กไหลจะซ่อนตัวอยู่ภายในเนื้อหิน  ดังนั้นหากไม่มีวิชาอาคมแล้ว ไม่มีทางที่จะรนแร่เหล็กไหลนั้นออกมาได้

รังเหล็กไหลของแท้ ต้องเป็นฝักหิน ซ่อนอยู่ภายในเนื้อหิน

เมื่อยอมลงทุนเจ็บตัวก็ควรหาของที่เหมาะสมกับตัวเรา และ เป็นของที่ดีที่สุดเท่านั้น เพราะการฝังแร่เหล็กไหลนับว่าเป็นสุดยอดวิชาเหล็กไหล  แร่เหล็กไหลจะคงอยู่ภายในร่างกายของเราตราบจนกระทั่งเราตาย และแร่เหล็กไหลที่เจ้าของได้กล่าวอธิษฐานจิตมอบให้กับผู้ใด ในยามที่ตนไดตายไปแล้ว  แร่เหล็กไหลชิ้นนั้นก็จะตกทอดเป็นสมบัติของทายาทผู้รับมรดกได้ต่อไป โดยที่แร่เหล็กไหลชิ้นนั้นจะไม่หายตัวไป

แต่หากเจ้าของแร่เหล็กไหลไม่กล่าวมอบ แร่เหล็กไหลภายในร่างกายของตนให้กับผู้ใดแล้ว เมื่อเจ้าของแร่ตายลง  แร่เหล็กไหลก็จะหายตัวไป และกับไปรวมตัวกันในธรรมชาติต่อไป คล้ายกับแร่ปรอทที่ไม่มีสามารถบังคับแร่กายสิทธิ์ เหล่านี้เอาไว้ได้

เหล็กไหลเพลิงสีแดง

เหล็กไหลเพลิงสีแดงสด

เหล็กไหลเพลิงสีแดงสด มีอานุภาพในการสร้างภาพมายานิมิตให้เกิดขึ้นได้อย่างมากมาย เมื่ออยู่ภายในถ้ำจะมีลักษณะอ่อนนิ่ม  แต่หากถูกนำออกมา พอได้สัมผัสกับอากาศภายนอกถ้ำก็จะแข็งตัวในบัดดล

เหล็กไหลน้ำหนึ่งที่ขึ้นรูปตามตำรับการสร้างพระ

เหล็กไหลน้ำหนึ่งที่ผ่านการขึ้นรูปตามตำรับการสร้างพระเหล็กไหล ด้วยวิชาการหุงเทียนขี้ผึ้ง โดยการปั้นหุ่นเทียนขี้ผึ้ง และ เผาด้วยความร้อนพร้อมกับใช้วิชาอาคมกำกับระหว่างการหุง.

แร่เหล็กไหลเกาะล้าน

เหล็กไหลกับพลังพระจันทร์

ในการฝังแร่เหล็กไหลจะต้องเป็นข้างขึ้น คือพระจันทร์  ดังนั้นพิธีกรรมการฝังแร่เหล็กไหล จึงมักกระทำในคืนวันเพ็ญ หรือ ขณะที่พระจันทร์เดินทางเข้ามาใกล้โลกมากที่สุด เพื่อต้องการพลังอันเร้นลับจากพระจันทร์

พลังจากแสงพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ นอกจากจะช่วยเพิ่มพลังให้แร่เหล็กไหลมีพลังอำนาจสูงสุดแล้ว  แสงพระจันทร์  ยังช่วยให้บาดแผลที่เกิดจากการฝังแร่เหล็กไหลสมานติดกันได้ราวอัศจรรย์  พิธีกรรมการฝังแร่เหล็กไหล จึงมักประกอบในที่โล่งแจ้ง เพื่อที่จะได้รับพลังจากพระจันทร์ได้อย่างเต็มที่

ความเร้นลับของพลังอำนาจของพระจันทร์นั้นมีต่อ แร่เหล็กไหลเป็นอย่างมาก  แสงของพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ นั้นช่วยเพิ่มพลังให้กับแร่เหล็กไหล ช่วยสมานบาดแผล  และพลังแสงจันทร์ ยังทำให้น้ำผึ้งป่า กลายเป็น น้ำผึ้งพระจันทร์ ที่มีความหอมหวานกว่าน้ำผึ้งป่า ทั่วไป

เหล็กไหลที่นำมาเข้าพิธีการเสพน้ำผึ้ง และอาบแสงจันทร์

เหล็กไหลที่นำมาเข้าพิธีการเสพน้ำผึ้ง และอาบแสงจันทร์ ในคืนจันทร์เพ็ญ ซึ่งจะทำให้แร่เหล็กไหลมีอานุภาพในตัวสูงมากขึ้น

เหล็กไหลอาบแสงจันทร์ และเสพน้ำผึ้งพระจันทร์

แร่เหล็กไหลทุกชนิดจำเป็นจะต้องมี พิธีกรรมในการอาบแสงจันทร์ และพิธีการเสพน้ำผึ้งพระจันทร์  เพื่อเป็นการเรียกพลังภายในแร่เหล็กไหลใหกลับมีพลังขึ้นมา  หากแร่เหล็กไหลไม่ได้รับการอาบแสงจันทร์ และไม่ได้เสพน้ำผึ้งเป็นเวลานานๆ แร่เหล็กไหลจะเริ่มเปลี่ยนสภาพความเงางามของ แร่เหล็กไหลจะลดน้อยลงจนกระทั่งกลายเป็น เหล็กไหลตายซาก ที่ขาดพลังชีวิต และผุพังไปในที่สุด

ผู้ที่ฝังแร่เหล็กไหลไว้ภายในร่าง จึงต้องเข้าพิธีการอาบน้ำเพ็ญ ในคืนวันเพ็ญเดือนสิบสอง  เพื่อให้แร่เหล็กไหลที่ฝังอยู่ภายในร่างกายได้รับพลังจากพระจันทร์  ที่ถ่ายพลังผ่านธาตุน้ำมาเป็น น้ำเพ็ญ และในพิธีอาบน้ำเพ็ญ  ยังมีการถวายน้ำผึ้งป่ากลางแจ้ง  เพื่อให้แร่เหล็กไหลได้เสพน้ำผึ้ง ท่ามกลางแสงพระจันทร์ ในคืนวันเพ็ญ  ซึ่งพิธีกรรมอันสำคัญนี้ จะมีเพียงปีละครั้งเดียวเท่านั้น คือ ในคืนวันลอยกระทง หรือ คืนวันเพ็ญเดือนสิบสอง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดวงจันทร์ เดินทางเข้ามาใกล้โลกมากที่สุด  ดวงจันทร์จะตั้งฉากตรงในลานพิธี  แสงของพระจันทร์ จะมีพลังมากที่สุดช่วงเวลานี้

เหล็กไหลอาบแสงจันทร์และเสพน้ำผึ้งพระจันทร์

น้ำที่ได้เตรียมไว้ในภาชนะที่วางไว้ในลาน ก็จะกลายเป็นน้ำเพ็ญอันศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นน้ำมนต์ที่ได้จากพลังแห่งดวงจันทร์ในธรรมชาติ  น้ำผึ้งป่าที่วางไว้ในลาน เมื่อถูกแสงพระจันทร์  ก็จะกลายเป็นสภาพเป็น น้ำผึ้งพระจันทร์ ที่มีความหอมและความหวานมากกว่า น้ำผึ้งป่าโดยทั่วไป และ น้ำผึ้งพระจันทร์นี้เองเป็นของโปรดของแร่เหล็กไหล  แร่เหล็กไหลที่ถูกฝังอยู่ภายในร่างกาย จะส่งพลังออกมาเพื่อเสพความหอมและความหวาน ( เสพรสเสพกลิ่น ) จากน้ำผึ้งที่แปรสภาพเป็นน้ำผึ้งพระจันทร์ ทำให้แร่เหล็กไหลกลับมีพลังชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง.

พระรอด เนื้อเหล็กไหล หลวงพ่อหวล วัดพุทไธสวรรค์

การตัดแร่เหล็กไหลแบบร้อน และ แบบเย็น

– การตัดเย็น 

ในการตัดเหล็กไหล หากเป็นการกระทำพิธีภายในถ้ำที่รังเหล็กไหลรวมตัวกันอยู่ จะใช้วิธีการตัดด้วยเพ่งกสิณไฟ อันเป็นการตัดเหล็กไหลแบบตัดเย็น  ด้วยการใช้ขี้ผึ้งน้ำหนักราวหนึ่งบาทเพียงเล่มเดียว ในการลนแร่เหล็กไหล  แต่ทั้งนี้ผู้ที่ตัดแร่เหล็กไหล จะต้องเป็นผู้ที่มีพลังจิตสูง หรือ สำเร็จการเพ่งกสิณไฟ  จึงจะสามารถบังคับไฟจากเปลวเทียนให้มีความร้อน จนกระทั่ง แร่เหล็กไหลยอมไหลออกมาจากรังเหล็กไหล แล้วหยดตัวลงในภาชนะที่ใส่น้ำผึ้งป่าแท้เอาไว้ ( ส่วนมากมักจะใช้บาตรใส่น้ำผึ้งพระจันทร์ ). รังเหล็กไหล

การตัดเย็นนี้ หากเป็นรังเหล็กไหลขนาดใหญ่อาจได้เม็ดแร่เหล็กไหลจำนวนมากนับร้อยเม็ด  แต่ถ้าเป็นรังเหล็กไหลขนาดเล็ก ก็จะได้แร่เหล็กไหลในปริมาณน้อยลงมาตามลำดับ  แต่จะมีลักษณะที่เหมือนกันคือ เป็นเม็ดกลมคล้ายกับเม็ดของไข่มุกขนาดเล็ก

แร่เหล็กไหลที่ได้จากการตัดเย็นนี้ ถือเป็นสุดยอดของแร่เหล็กไหล เพราะนอกจากจะได้ แร่เหล็กไหลชั้นดี ประเภทเหล็กไหลน้ำหนึ่ง ที่ไม่ยอมแข็งตัวเองตามธรรมชาติแล้ว ยังผ่านการตัดด้วยวิชาอาคมขั้นสุดยอด คือ การเพ่งเทียนด้วยกสิณไฟ  ผู้ที่ตัดแร่เหล็กไหลจะต้องผ่านการฝึกการเพ่งกสิณไฟ จนกระทั่งสำเร็จกสิณไฟ ( สามารถบังคับเปลวเทียนให้เกิดความร้อนได้ตามความต้องการ )เม็ดแร่เหล็กไหลที่ได้จากการตัดเย็น จึงเป็นแร่เหล็กไหลที่ดีที่สุดในปัจจุบัน

เม็ดแร่เหล็กไหลที่ได้จากการตัดเย็น

– การตัดร้อน

รังเหล็กไหลที่บรรดาแร่เหล็กไหล ไปรวมตัวกันอยู่ ในธรรมชาตินั้นนับวันมีแต่จะหายากมากขึ้นทุกที  จนอาจกล่าวได้ว่าในปัจจุบันนี้แทบไม่มีใครเคยพบรังเหล็กไหล ในธรรมชาติอีกเลย จะมีก็แต่รังเดิมที่ครูบาอาจารย์ได้นำเอาไปเก็บรักษาไว้  ที่พอจะมีแร่เหล็กไหลน้ำหนึ่งแฝงตัวอยู่ภายในรังเหล็กประเภทนี้ เป็นรังเหล็กไหลที่ได้แยกตัวออกมาจากรังใหญ่ และได้นำรังเหล็กไหลบางส่วนออกมา  ดังนั้นเมื่อรังเหล็กไหลถูกนำออกมาจากถ้ำที่อยู่ตามธรรมชาติแล้ว  การตัดแร่เหล็กไหลจึงต้องใช้วิธี การตัดร้อน  เพราะว่ารังเหล็กไหลได้แยกตัวออกมาจากรังในธรรมชาติ ไม่สามารถใช้วิธี การตัดเย็นได้

เมื่อนำรังเหล็กไหลออกมาจากถ้ำในธรรมชาติแล้ว การที่จะลนแร่เหล็กไหลให้หยดตัวออกมา จึงต้องทำการ ตัดร้อน ด้วยการใช้ไฟที่มีความร้อนสูงมาก เช่น ไฟที่ใช้ในการตัดเหล็ก เป่าไปยังรังเหล็กไหล กำกับด้วยวิชาการตัดเหล็กไหล  หากผู้ตัดไม่มีวิชาการตัดเหล็กไหลควบคุมการใช้ไฟแล้ว  เมื่อนำไฟมาเป่าที่รังเหล็กไหล  นอกจากแร่เหล็กไหลที่แฝงตัวอยู่ภายในจะไม่ไหลออกมาจากรังแล้ว รังเหล็กไหลยังจะระเบิดตัวและแตกกระจายออกมาแทน  จนเป็นเหตุให้หลายคนที่พยายามลน แร่เหล็กไหล ด้วยวิธี การตัดร้อน ได้รับอันตรายจากการใช้ไฟเป่ารังเหล็กไหลอยู่บ่อยครั้ง

เมื่อใช้ไฟที่มีความร้อนสูง เป่าไปยังรังเหล็กไหล ที่ได้นำออกมาจากถ้ำ แลัวกำกับด้วยคาถาอาคมการตัดเหล็กไหล  รังเหล็กไหลจะไม่ระเบิดตัวออก  และแร่เหล็กไหลที่แฝงตัวอยู่ภายในก็จะเริ่มเคลื่อนตัวออกมาอย่างช้าๆ แร่เหล็กไหลที่เริ่มเคลื่อนตัวออกมานี้จะมีความร้อนสูงมาก  มากจนกระทั่งสามารถเจาะทะลุเหล็กกล้าได้เลยทีเดียว  ดังนั้นในการตัดร้อนจึงต้องหาถาดสแตนเลสอย่างหนามารองรับ แร่เหล็กไหล ที่กำลังหยดตัวออกมาจากรัง จึงจะสามารถทนต่อความร้อนของ แร่เหล็กไหลได้

การตัดเหล็กไหลแบบร้อน

แต่การตัดแร่เหล็กไหลแบบร้อนนี้ เม็ดแร่เหล็กไหลจะมีลักษณะไม่เป็นเม็ดกลม เหมือนการตัดด้วยวิธีการลนด้วยเทียนหรือการตัดเย็น เพราะเมื่อแร่เหล็กไหลหยดตัวลงมากระทบกับถาดสแตนเลส จะมีลักษณะเรียบ เป็นไปตามพื้นผิวของถาดสแตนเลสที่ได้นำมาใช้รองไว้นั่นเอง แร่เหล็กไหลที่ได้จากการตัดร้อน จึงมีลักษณะนูนด้านหนึ่ง ส่วนอีกด้านหนึ่งนั้นจะมีลักษณะเรียบแบน ไม่กลมเหมือนกับเม็ดไข่มุก  แร่เหล็กไหลประเภทนี้ก็นับว่าใช้ได้เช่นกัน จะต่างกันตรงที่วิชาในการเรียกแร่เหล็กไหล  ซึ่งการตัดเย็นถือว่าเป็นสุดยอดวิชาเหล็กไหลที่อาศัยพลังจิต และวิชาอาคมของผู้ตัด  เหล็กไหลชนิดนี้จึงเป็นสุดยอดของ เหล็กไหลน้ำหนึ่ง  ส่วนการตัดแบบร้อนนั้น ผู้ตัดไม่จำเป็นต้องสำเร็จกสิณไฟ  เพียงแค่มีพลังจิตบางส่วนและเรียนรู้วิชาการบังคับ เหล็กไหล ในระดับหนึ่งเท่านั้นก็สามารถ ตัดเหล็กไหลแบบร้อนได้แล้ว

โคตรเหล็กไหล

ประเพณี การฝังแร่เหล็กไหลในร่างกาย

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า แร่เหล็กไหลของแท้ของจริงนั้นย่อมต้องคู่กับคนจริง ดังนั้นผู้ที่ใจกล้ามีความศรัทธาในธาตุกายสิทธิ์เหล็กไหลเท่านั้นที่ แร่เหล็กไหลยอมที่จะอยู่ด้วย พิธีการฝังเหล็กไหลจึงเป็นพิธีอันมีความสำคัญ และแสดงให้เห็นความเชื่อมั่น และศรัทธาในแร่กายสิทธิ์เหล็กไหลอย่างแรงกล้า มิเช่นนั้นแล้วคนธรรมดาคงไม่กล้าพอที่จะให้ใครเอาสิ่วที่แหลมคมมาเจาะเข้าเนื้อตัว ซึ่งต้องมีความอดทนต่อความเจ็บปวดอย่างมาก กว่าที่แร่เหล็กไหลจะถูกฝังเข้าไปในร่างกาย

อันที่จริงแล้วหากผู้ใดมีความเชื่อมั่น และศรัทธาก็จะสามารถผ่านพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์นี้ไปได้ โดยไม่ได้รับความเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย แต่หากจิตใจยังไม่มั่นคงพอ  เมื่อถูกเหล็กอาคมทะลุเนื้อก็จะได้รับความเจ็บปวดเอาการอยู่เหมือนกัน

พิธีการฝังแร่เหล็กไหล

พิธีการฝังแร่เหล็กไหล

ดังนั้นที่จะเข้ารับการการฝังแร่เหล็กไหล จะต้องมีจิตใจที่มั่นคงและมีความศรัทธาในแร่กายสิทธิ์เหล็กไหลอย่างแท้จริง

เมื่อผ่านพิธีกรรมนี้ไปได้ แร่เหล็กไหลชั้นดีก็จะเป็นสมบัติติดตัวของเราไปจนตาย และคอยคุ้มครองเราจากภัยอันตรายต่างๆ ได้อย่างอัศจรรย์ยิ่ง

การฝังแร่เหล็กไหลตอกด้วยเหล็กอาคม

การฝังแร่เหล็กไหลจำเป็นจะต้องเจาะเนื้อด้วยการใช้เหล็กแหลมอาคม เจาะเข้าไปภายในร่างกาย เพื่อที่จะนำแร่เหล็กไหลฝังเข้าไปในร่างกายได้  ดังนั้นผู้ที่จะเข้าพิธีการฝังแร่เหล็กไหลได้ จึงต้องเป็นผู้ที่มีความศรัทธาในแร่เหล็กไหลอย่างแท้จริงเท่านั้น  เพราะต้องผ่านความเจ็บปวดจากการเจาะเนื้อด้วยเหล็กแหลม จนกระทั่งทะลุทั้งสองด้าน  เพื่อที่จะสามารถนำแร่เหล็กไหลฝังลงไประหว่างรอยแผลได้  หากเจาะไม่ทะลุ  แร่เหล็กไหลจะถูกร่างกายต่อต้าน และผลักแร่เหล็กไหลให้หลุดออกมาจากร่างกายได้  ดังนั้นการฝังแร่เหล็กไหลที่ถูกต้อง จึงต้องเจาะเนื้อบริเวณที่ทำการฝังให้ทะลุทั้งสองด้าน  แร่เหล็กไหลจึงจะไม่หลุดออกมาจากร่างกาย

เหล็กที่ใช้ตอกควรทำด้วยแร่เหล็กน้ำพี้ ที่มีความแกร่งและเหนียวมาก ผสมกับแร่เหล็กไหลน้ำหนึ่งสุริยัน ( เหล็กไหลเพลิง ) จันทรา ( ไหลเพชรดำ ) ด้วยพลังพระอาทิตย์ และ พลังพระจันทร์ จึงสามารถตอกทะลุเนื้อได้ในครั้งเดียว ไม่ว่าในร่างกายของผู้นั้นจะลงอาคมชนิดไหนมาก็ตาม  ก็ไม่อาจทนต่อเหล็กอาคมเล่มนี้ได้  เหล็กอาคมจะสามารถเจาะทะลุเนื้อได้ทุกราย

เหล็กไหลเพลิง

ตำแหน่งการฝังแร่เหล็กไหล

การเลือกตำแหน่งในการที่จะฝังแร่เหล็กไหล นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก  หากเป็นทหารนักรบ ให้ฝังตรงที่ตำแหน่งหัวไหล่ เพราะเป็นตำแหน่งที่แร่เหล็กไหลส่งพลังเป็นมหาอุดได้ดีที่สุด  แต่หากเป็นคนธรรมดาที่มิได้เข้าทำการรบทัพจับศึก ให้ฝังแร่เหล็กไหลที่บริเวณใต้ท้องแขน โดยผู้ชายจะฝังที่แขนขวา  และผู้หญิงจะฝังที่แขนด้านซ้าย  ซึ่งตามตำนานการฝังเหล็กไหลกล่าวเอาไว้ว่า หญิงซ้าย ชายขวา  แต่มีหลายคนเหมือนกันที่ฝังทั้งแขนซ้ายและแขนขวา

แร่เหล็กไหลที่ฝังอยู่ใต้ท้องแขน

แร่เหล็กไหลที่นำมาใช้ฝังจะเป็นเหล็กไหลชั้นดี ประเภทเหล็กไหลน้ำหนึ่ง ที่ต้องใช้การลนเท่านั้น  เพราะเป็นแร่เหล็กไหลที่ไม่ยอมแข็งตัวเองในธรรมชาติอย่าง ” เหล็กไหลเพชรดำ ” เป็นต้น จึงต้องมีพิธีการลนแร่เหล็กไหล ประเภทนี้เป็นพิเศษ  ซึ่งจะทำพิธีลนแร่เหล็กไหลกันในถ้ำ ที่แร่เหล็กไหลรวมตัวกันอยู่ หรือเรียกว่า ” รังเหล็กไหล ” โดยใช้การเพ่งเทียนด้วยอาคมการเพ่งกสิณไฟที่สามารถทำให้เทียน มีความร้อนสูงจนกระทั่ง แร่เหล็กไหล ยอมเคลื่อนตัวออกมาจากรังเหล็กไหล  แล้วหยดออกมาเป็นเม็ดเล็กๆ  คล้ายกับเม็ดไข่มุกขนาดเล็ก  เหล็กไหลประเภทนี้เหมาะที่จะนำมาใช้ฝังในร่างกายมากที่สุด

ปิดตาเหล็กไหลยันต์ยุ่ง หลวงพ่อหวล วัดพุทไธสวรรค์

เหล็กไหล กับ การครอบครอง

ถึงแม้เหล็กไหลจะมีพลังอำนาจอันน่าอัศจรรย์ และมีหน้าที่ช่วยโลกให้พ้นภัย อันจะเกิดจากพลังทำลายล้างของมหาจักรวาลก็ตาม  แต่ด้วยแร่เหล็กไหลที่ได้เข้ามาแฝงตัวอยู่ภายในโลกนั้นมีจำนวนไม่มาก แร่เหล็กไหลบางส่วนจึงยอมมาอยู่กับมนุษย์ แต่ของแท้ของจริงนั้นย่อมต้องคู่กับคนจริงด้วยกันเท่านั้น

แร่เหล็กไหลชั้นดี ประเภทน้ำหนึ่งจึงยอมที่จะยู่กับมนุษย์ ด้วยการฝังแร่นั้นเข้าไปในร่างกาย เมื่อทำการฝังแร่เหล็กไหลลงในร่างกาย  แร่เหล็กไหลจะไม่หายไปไหน จะยอมอยู่ติดตัวมนุษย์ผู้นั้น ไปจนกว่ามนุษย์ผู้นั้นจะถึงแก่ความตาย  ธาตุกายสิทธิ์ เหล็กไหลจึงจะเดินทางออกไปจากร่างกาย  และกลับคืนไปรวมกันอยู่ในธรรมชาติดังเดิม  รอมนุษย์ผู้มีภูมิปัญญาเรื่องธาตุกายสิทธิ์ เหล็กไหลเข้าไปอันเชิญออกมา

ของจริงย่อมอยู่คู่กับคนจริง

ดังนั้น แร่เหล็กไหล ประเภทน้ำหนึ่งอันเป็น แร่เหล็กไหลชั้นดี นั้น หากไม่ได้ถูกฝังลงภายในร่างกายแล้ว  เหล็กไหลย่อมสามรถเดินทางหนีไปได้เอง การเก็บรักษาแร่เหล็กไหลจึงมีอยู่ด้วยกัน 2 วิธีคือ :

1. การเก็บรักษาภายในฝักขี้ผึ้ง ที่ทำขึ้นมาด้วยขี้ผึ้งจากรังผึ้งร้างที่สร้างขวางตะวัน อันเป็นขี้ผึ้งชนิดพิเศษ

2. การทำพิธีฝังแร่เหล็กไหลลงภายในร่างกาย ให้ร่างกายและธาตุของเราเป็นเสมือน ฝักขี้ผึ้งนั่นเอง แร่เหล็กไหลจึงจะไม่หนีไปไหน

ฝักขี้ผึ้งที่ทำจากรังผึ้งร้างสร้างขวางตะวัน

เหล็กไหลธาตุกายสิทธิ์กับปาฏิหาริย์ต่างๆ

ผู้ที่นำ แร่เหล็กไหล ไปชื้อขายตามกิเลสความโลภทางโลกนั้นจึงต้องพบกับเรื่องเดือดร้อนอยู่เสมอ เพราะว่าไม่อาจควบคุมแร่เหล็กไหลได้  บางครั้งตกลงชื้อ – ขายจ่ายเงินทองกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เหล็กไหลกลับหายไปต่อหน้าต่อตา  ซึ่งเป็นเรื่องราวการหนีของเหล็กไหล ก็มีปรากฏให้พบเห็นกันอยู่เป็นประจำ ทำให้ผู้คนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการชื้อ – ขายแร่กายสิทธิ์ชนิดนี้ได้รับความเดือดร้อน มีเรื่องราวทะเลาะเบาะแว้งระหว่างนายหน้าคนกลางด้วยกัน  หรือไม่ก็มีการหักหลังกันเองในเรื่องเงิน เรื่องค่านายหน้าต่างๆเหล่านี้เป็นต้น

จากประสบการณ์ ทำให้ได้พบว่า แร่เหล็กไหลน้ำหนึ่งชั้นดีที่สุด ซึ่งก็คือ เหล็กไหลปีกแมลงทับ นั้นไม่อาจทำการชื้อ – ขายกันได้  เมื่อถึงเวลาเหล็กไหลก็จะหนีหายไปทุกครั้ง ยกเว้นแต่จะเป็นการมอบให้กับผู้ที่มีบุญญาบารมีสูงเท่านั้น แร่เหล็กไหลจึงจะยอมอยู่ด้วย และไม่เสด็จหนีไป หรือ หากเป็นการบอกกล่าวเจตนาอันบริสุทธิ์กับเหล็กไหลชิ้นนั้นว่า จะนำทรัพย์สินเงินทองที่ได้จากการชื้อ – ขายไปทำอะไร เช่น สร้างโบสถ์  สร้างศาลา  สร้างโรงพยาบาล เป็นจำนวนเงินเท่าไร และมีเงินเหลืออีกจำนวนเงินเท่าไร ต้องมีการกล่าวให้สัจจะอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และทำตามในสิ่งที่ตนนั้นได้กล่าวให้สัจจะอธิษฐานให้ได้ทุกประการ  และเมื่อผิดสัจจะที่ได้กล่าวไว้เมื่อใด  เหล็กไหลจะลงโทษให้ได้รับความเดือดร้อนในทันที ( มีหลายคนที่เคยทำการชื้อ – ขายเหล็กไหลสำเร็จมาแล้วด้วยวิธีการนี้ )

เหล็กไหลปีกแมลงทับ

หากเป็นกรณีของการนำเหล็กไหลไปชื้อ – ขายกันตามวิธีการชื้อ – ขายแบบทางโลก ซึ่งจะนำทรัพย์สินเงินทองที่ได้จากการชื้อ – ขายธาตุกายสิทธิ์ ไปใช้จ่ายในทางโลกแล้ว  ย่อมไม่มีวันชื้อ – ขายกันได้สำเร็จ  อีกทั้งเหล็กไหลยังจะลงโทษให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเหล่านั้นได้รับความเดือดร้อนไปตามๆกันอีกด้วย เช่น เป็นหนี้สิน  หมดเนื้อหมดตัว หรือไม่ก็เป็นโรคร้ายต่างๆ ที่รักษาไม่หาย ( อย่างเช่นเรื่องราวของแม่ชีบังอร )

ผู้ที่จะครอบครองแร่เหล็กไหลได้ จึงจะต้องเป็นผู้ที่ ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ไม่นำเอาธาตุกายสิทธิ์ที่ตนมีในครอบครองใช้เบียดเบียนข่มเหงรังแกผู้อื่นให้ได้รับความเดือดร้อน  เป็นผู้มีบุญญาบารมีสูง  อีกทั้งทรัพย์สินเงินทองที่ได้จากการชื้อ – ขายธาตุกายสิทธิ์นั้นจะต้องนำไปทำบุญ ทำกุศลเป็นส่วนใหญ่ ส่วนที่เหลือจึงสามารถนำมาใช้ทางโลกได้

เหล็กไหลปีกแมลงทับสีน้ำเงินเข้ม

เหล็กไหลปีกแมลงทับสีน้ำเงินเข้ม

 

เหล็กไหลปีกแมลงทับสีน้ำเงินเข้ม สามารถเปลี่ยนสีของตัวเองได้ตามกำลังจิตของผู้ครอบครองเหล็กไหล เป็นเหล็กไหลที่หายากมาก

พระสมเด็จเนื้อเหล็กไหล

พระสมเด็จเนื้อเหล็กไหล ถูกสร้างจากแร่เหล็กไหลนานาชนิด มีสีดำมันเงาอมเขียว  พุทธคุณเด่นในด้านอยู่ยงคงกระพัน แคล้วคลาด จากภัยอันตรายทั้งปวง

แร่เหล็กไหลเกาะล้าน

แร่เหล็กไหล คืออะไร ?

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเราต่างได้ยินเรื่องราวของธาตุกายสิทธิ์ ” เหล็กไหล ” กันมาโดยตลอด แร่เหล็กไหลนั้น ประวัติความเป็นมาที่อยู่คู่กับสังคมไทยเรามาช้านานแล้ว ครูบาอาจารย์ผู้มีความรู้ความสามารถทางด้านเล่นแร่แปรธาตุ ต่างได้นำแร่เหล็กไหล จากธรรมชาติมาผสมสร้างเป็นวัตถุมงคลที่มีพลังอันน่าอัศจรรย์เป็นที่ประจักษ์แก่พวกเรามาทุกยุคทุกสมัย  แม้กระทั่งพระเครื่องยอดนิยม อย่างเช่น  พระสมเด็จวัดระฆังฯ  พระนางพญา  พระรอดเมืองลำพูน ก็ล้วนแล้วปรากฏว่ามี แร่เหล็กไหลผสมเป็นส่วนหนึ่งของมวลสารอยู่ด้วยทั้งสิ้น

โคตรเหล็กไหลไพรดำ ธาตุกายสิทธิ์

โคตรเหล็กไหลไพรดำ ธาตุกายสิทธิ์

ทราบหรือมั้ยว่าเรื่องราวอันน่าอัศจรรย์แร่กายสิทธิ์ เหล็กไหลที่โด่งดังไปทั่วโลกจริงๆ  แล้วมีจุดกำเนิดมาจากประเทศไทยของเรานี่เอง  จะว่าไปแล้วประเทศไทยถือว่าเป็นที่หนึ่งในด้านภูมิปัญญาความรู้ที่เกี่ยวกับเรื่องแร่กายสิทธิ์เหล็กไหลการันตีได้จากการที่ประเทศไทยมีครูบาอาจารย์ผู้ที่มีความรู้และความสามารถทางด้านแร่เหล็กไหลมากมายหลายท่าน  ไม่ว่าจะเป็นครูบาอาจารย์ที่ชำนาญทางด้านการหาเหล็กไหล  การนำเหล็กไหลไปประยุกต์ทำเป็นวัตถุมงคล  หรือแม้แต่การฝังแร่เหล็กไหลเข้าไปภายในร่างกาย อันถือเป็นสุดยอดวิชาของเหล็กไหล  ซึ่งที่กล่างถึงมาทั้งหมดนี้ ต่างก็รวมกันอยู่ที่ประเทศไทย  ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ฐานข้อมูลความรู้เรื่องแร่เหล็กไหลของคนไทยจะสมบูรณ์แบบมากที่สุดในโลก

เหล็กไหลน้ำหนึ่งที่กำลังเสพน้ำผึ้ง

อันที่จริงแร่เหล็กไหลได้เดินทางเข้ามาแฝงตัวอยู่ภายในโลกของเรานานแล้ว และด้วยคุณสมบัติอันพิเศษของแร่เหล็กไหลนี่เอง  ครูบาอาจารย์ผู้มีภูมิความรู้ต่างก็ได้นำแร่เหล็กไหลในธรรมชาติมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติ  ในขณะเดียวกันทางฝั่งบรรดามิจฉาชีพ เมื่อทราบถึงกิตติศัพท์ของเหล็กไหลก็เกิดหัวใส หยิบยกเอาเรื่องราวของแร่เหล็กไหลไปแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตัว โดยอาศัยพื้นฐานความโลภของคนเรา จัดฉากสร้างละครอิงจากโครงเรื่องจริงอันน่าอัศจรรย์ของแร่เหล็กไหล หลอกลวงผู้คนที่มีความโลถอยากรวยทางลัดให้หลงเชื่อ และก้าวเข้าสู่กระบวนการชื้อ – ขายแร่เหล็กไหลในราคาแพง เมื่อความโลภเข้าครอบงำในที่สุดแต่ละคนต่างก็พากันตกเป็นเหยื่อของพวกมิจฉาชีพไปในที่สุด

เหล็กไหลน้ำหนึ่งปีกแมลงทับในฝักขี้ผึ้ง

เหล็กไหลน้ำหนึ่งปีกแมลงทับ

การฝังแร่เหล็กไหล ธาตุกายสิทธิ์

ครูบาอาจารย์ผู้มีภูมิปัญญารู้แจ้งรู้จริงต่างก็สามารถนำเอาแร่เหล็กไหลเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆได้อธิษฐานจิตตัดแร่เหล็กไหลมาจำนวนหนึ่ง และใช้ฝังให้กับผู้ที่มีความเชื่อถือศรัทธาในแร่กายสิทธิ์ชนิดนี้  มีทั้งข้าราชการ ตำรวจ ทหาร พ่อค้า ประชาชน เรียกว่าฝังไปเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งแร่เหล็กไหลที่ได้มานั้นหมดไป  แต่ไม่เคยขายแร่เหล็กไหลแม้แต่ชิ้นเดียว  เพียงแต่ก่อนการฝังจะต้องรับสัจจะของทางสำนักและนำไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด 4 ข้อด้วยกันคือ :

1. ห้ามลบหลู่ครูบาอาจารย์ และวิชาเหล็กไหลเป็นอันขาด ( แม้ในวันข้างหน้าหากไปอญุ่สำนักอื่นแล้ว ก็จะว่ากล่าวลบหลู่ครูบาอาจารย์ ผู้ที่ฝังแร่เหล็กไหล และวิชาเหล็กไหลไม่ได้ ตราบใดที่แร่เหล็กไหลยังคงฝังอยู่ภายในร่างกายของเรา )

2. ห้ามนำวิชาเหล็กไหลไปเอารัดเอาเปรียบเบียดเบียนผู้อื่นให้ได้รับความเดือดร้อน ( ห้ามนำวิชาเหล็กไหลไปเบียดเบียนผู้อื่น เช่น ไปปล้นไปฆ่า หรือ ไปข่มเหงทำร้ายผู้อื่นเป็นอันขาด )

3. ผู้ที่ฝังแร่เหล็กไหลที่ลนมาจากรังเหล็กไหลรังเดียวกัน จะทำร้ายกันไม่ได้ ( เปรียบเสมือนเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน จะทำร้ายกันไม่ได้  ดังนั้นในพิธีการฝังแร่เหล็กไหลทุกครั้ง ผู้ที่เข้ารับการฝังแร่เหล็กไหล จึงจำเป็นต้องทำความรู้จักซึ่งกันและกันไว้ให้ดี  แลกเปลี่ยนชื่อที่อยู่กันไว้  จดบันทึกเอาไว้เป็นหลักฐาน เพื่อมอบให้กับทายาทผู้รับมรดกแร่เหล็กไหลของเราเมื่อยามที่เราตายจากโลกนี้ไป  ทายาทจะได้ทราบประวัติความเป็นมาของแร่เหล็กไหลชิ้นดังกล่าวได้อย่างถูกต้อง )

4. จะต้องเข้าร่วมพิธีไหว้ครูและการอาบน้ำเพ็ญเป็นประจำทุกปี ( เพื่อเรียกพลังอำนาจของแร่เหล็กไหลให้กลับคืนมาดังเดิม  อีกทั้งยังเป็นการได้พบปะบรรดาศิษย์ร่วมสำนักเดียวกันจะได้ทราบว่าปัจจุบันใครทำอะไรอยู่ที่ไหน เพื่อทำเป็นประวัติสืบทอดถึงชั้นลูกหลาน ว่าศิษย์ร่วมสำนักเป็นใครกันบ้าง  ชื่อสกุลอะไร เพราะข้อห้ามอันสำคัญนั้นคือ ผู้ที่ฝังแร่เหล็กไหลด้วยกัน ถือเป็นศิษย์สำนักเดียวกันจะต้องไม่ทำร้ายกันเองเป็นอันขาด

เหล็กไหลเงินยวง

รับสัจจะเพียง 4 ข้อเท่านั้น ใครมาขอให้ฝังแร่เหล็กไหลให้ และกล้าที่จะกล่าวคำรับสัจจะทั้ง 4 ข้อของสำนักและเมื่อถูกพิจารณาดูแล้วว่าเป็นคนดีไม่น่าจะไปสร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่น  ก็จะได้รับการฝังแร่เหล็กไหลให้เกือบทุกคน โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด จะเห็นได้ว่า แร่เหล็กไหลที่มีความอ้ศจรรย์นั้น ไม่ได้มีค่ามีราคาอะไร ขอเพียงมีพลังแห่งความเลื่อมใสศรัทธาในธาตุกายสิทธิ์เหล็กไหลอย่างแท้จริง เพียงเท่านี้แร่เหล็กไหลชั้นดีก็จะมาอยู่ในตัวคุณได้ โดยไม่ต้องเสียเงินเสียทองไปชื้อหาของชั้นดีมาจากที่ไหน

โคตรเหล็กไหลเจ็ดสี

แต่ของจริงก็ต้องคู่กับคนจริงเท่านั้น คนที่ยังไม่ศรัทธาอย่างแท้จริง ก็ใช่ว่าจะสามารถครอบครองแร่เหล็กไหลชั้นดีได้ ถึงแม้ว่าจะมีเงินมากมายสักเท่าไรก้มิอาจหาชื้อของวิเศษได้  เงินอาจจะชื้อได้แต่เพียงของปลอมเท่านั้น  ส่วนของแท้ของจริงต้องเอาพลังจิต และพลังแห่งความศรัทธามาแลก คนจริงจึงต้องกล้าผ่านพิธีกรรมการฝังเหล็กไหล กล้าที่จะทนความเจ็บปวดจากการใช้เหล็กอาคมเจาะทะลุเนื้อ เพื่อเอาแร่เหล็กไหลฝังลงไป หากเป็นผู้ที่ไม่มีความศรัทธาในแร่กายสิทธิ์อย่างแท้จริงแล้ว ย่อมไม่กล้าที่จะเข้าพิธีการฝังแร่เหล็กไหลอย่างแน่นอน

โคตรเหล็กไหล

การบูชาและพิธีเรียกเหล็กไหลหลวงปู่หวล วัดพุทไธศวรรย์

พระพุทธเหล็กไหล หรือ เหล็กไหล เจ้าแม่ทองธรรมชาติ หรือ เหล็กไหลตัดสด ของดีที่หลวงปู่หวล เจ้าอาวาสวัดพุทไธสวรรค์ จังหวัดอยุธยา ได้อัญเชิญมาจากถ้ำต่างๆ ในประเทศไทย มาให้ลูกศิษย์ลูกหาได้นำไปบูชาเพื่อเป็นสิริมงคล คุ้มครองป้องกัน ซึ่งก็ต่างมีประสบการณ์กันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นทางด้านแคล้วคลาด คงกระพันหรือแม้แต่เมตตามหานิยมซึ่งสังเกตว่าในปัจจุบัน เป็นที่รู้จักกันมากขึ้นกว่าแต่ก่อนอาจเป็นเพราะส่วนนึงเมื่อประมาณ 8 – 9 ปี ก่อน มีองค์จตุคามรามเทพรุ่นนึงที่นำ เหล็กไหล ของหลวงพ่อหวล มาฝังไว้ที่ด้านหลัง ซึ่งก็ทำให้มีผู้คนรู้จักมากขึ้น ซึ่งก่อนหน้านั้น เหล็กไหลของหลวงปู่ก็เป็นที่นิยมของกลุ่มคนที่ศรัทธาในเรื่องธาตุกายสิทธิ์อยู่แล้ว บ้างก็นำเหล็กไหล ขนาดเม็ดถั่วเขียวมาฝังใต้ท้องแขน (ฝังเอง หลวงพ่อท่านไม่ได้ฝังให้) หรือ บ้างก็นำติดตัว ซึ่งก็มีทั้งแวดวง ราชการ และ บันเทิง อาทิเช่น คุณไพโรจน์ ใจสิงห์ก็มีติดตัว ( ข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก/ข่าวสด) ซึ่งเมื่อมีของแท้ และเป็นที่นิยม ก็ย่อมมีของเลียนแบบ เมื่อประมาณปีที่แล้ว

พระรอกเหล็กไหล หลวงพ่อหวล

วิธีดูเบื้องต้น

– พระเหล็กไหล ต้องมันวาว ไม่มีตะเข็บ เพราะหล่อจากหุ่นเทียนแต่ละองค์มีลักษณะคล้าย แต่ไม่เหมือนกันทีเดียว

– แม่เหล็กต้องดูดติด แต่ต้องใช้แม่เหล็กที่กำลังดูดมากกว่าปรกติดูด ถึง 2- 3 เท่า ซึ่งเหล็กไหลสีเงินยวง หรือ สีทองคำที่มีอยู่ดูด เพราะเค้าจะมีกำลังดูดมากกว่า 3 เท่าโดยประมาณ

อิกประการหนื่ง เหล็กไหลมีทั้งประเภทแม่เหล็กดูดติด และ ดูดไม่ติด เนื่องจากมีพวกเนื้อว่านหรือแร่ ที่ไมเป็น่โลหะอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเหล็กไหลยังแบ่งเหล็กไหลน้ำหนึ่ง น้ำสอง น้ำสาม แต่สำหรับเหล็กไหลของหลวงพ่อหวล นั้น แม่เหล็กดูดติดเป็นเหล็กไหลตัดสด


ธาตุกายสิทธิ์

เครื่องรางของขลังไทยสร้างความอัศจรรย์แก่สายตาชาวโลก

เมื่อครั้งสงครามมหาเอเชียบูรพา กองทัพทหารไทยได้สร้างความอัศจรรย์ให้ปรากฏแก่สายตาของชาวโลกในเรื่องแคล้วคลาดหนังเหนียวและคงกระพันชาตรี จนกระทั่งทหารไทยได้รับขนานนามในสงครามครั้งนั้นว่า “กองพันทหารผีหรือกองพันที่ฆ่าไม่ตาย” ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของทหารไทยที่ไม่เกรงกลัวศาตราวุธใดๆ

บรรดาทหารต่างชาติต่างฉงนกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ทำไมทหารไทยจึงได้มีใจที่เด็ดเดี่ยวและมีความกล้าหาญได้ถึงเพียงนี้ นอกจากทหารไทยจะไม่เกรงกลัวกระสุนปืนแล้ว ทหารไทยยังแคล้วคลาดจากภยันตรายได้ราวปาฏิหาริย์ ทหารไทยนั้นมีอะไรดี? เป็นคำถามที่ชาวโลกต้องรู้ และจากสมรภูมิรบนี้เองทำให้สรรพวิชาและเครื่องรางของขลังของไทยเราได้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของชาวโลกให้ได้รับรู้ถึงความอัศจรรย์ดังกล่าว

 

เหล็กไหล หลวงพ่อหวล วัดพุทไธศวรรย์

เหล็กไหล หลวงพ่อหวล วัดพุทไธศวรรย์

ในบรรดาเครื่องรางของขลังที่ทหารไทยได้นำติดตัวเข้าไปในสมรภูมิรบนั้น แร่เหล็กไหลเป็นของขลังชนิดเดียวที่มีความโดดเด่นและเป็นที่กล่าวขวัญถึงพลังอำนาจอันเร้นลับมากที่สุดในบรรดาเครื่องรางของขลัง ชื่อเสียงของเหล็กไหลนั้นได้โด่งดังไปทั่วโลกภายในเวลาอันรวดเร็ว เป็นผลให้ชาวต่างชาติ ต่างพยายามแสวงหาแร่ธาตุกายสิทธิ์ชนิดนี้เพื่อไว้ใช้ปกป้องคุ้มครองชีวิตของตนเอง

เครื่องรางขลังของไทยนั้นสามารถป้องกันภูตผีปีศาจ กันเขี้ยวงาสัตว์มีผิษต่างๆได้ กันลมพัดลมเพ กันแม้กระทั่งศาตราวุธต่างๆ ไม่ว่าอดีตหรือปัจจุบันคนไทยมีความเกี่ยวข้องกับเครื่องรางของขลัง

อานุภาพของธาตุกายสิทธิ์ (พญาเหล็ก/เหล็กไหล)

เหล็กไหล เป็นโลหะธาตุแปลกประหลาดที่มีชีวิตเป็นวิบากของกฎแห่งกรรม บันดาลให้วิญญาณอยู่ในสังสารวัฏ มาปฏิสนธิในสภาวะที่เป็นโลหะธาตุเหล็กไหล เคลื่อนไหวได้ เสพบริโภคผึ้งได้ ขับถ่ายได้ (เรียกว่าขี้เหล็กไหล) และสถานที่อยู่อาศัยนั้นชอบสถานที่สงบตามถ้ำ ดังนั้นจึงถือได้ว่าเหล็กไหลเป็นสิ่งมีชีวิตจำพวกเทพ เป็นเทพที่มาใช้วิบากกรรมในโลก เหล็กไหลจึงมีทั้งเทพที่เป็นยักษ์ ที่เป็นคนธรรพ์คอยอารักขาอยู่ตลอดเวลา เหล็กไหลที่พบกันจึงมีหลากหลายชนิดที่ได้เห็นกัน เหล็กไหลเป็นธาตุที่ทรงอำนาจในการป้องกันตัว และ สิ่งที่อยู่ใกล้ตัวให้พ้นจากภัยอันตรายอันเกิดจาก “อาวุธปืน” หรือ “ของมีคม” และ “ศาสตราวุธ” ทุกชนิด “เหล็กไหล” เป็นสสารที่มีชีวิตเป็นอมตะ และหาได้ยากยิ่ง ต้องมีพิธีกรรมมากมายกว่าจะได้มา ฉะนั้นเหล็กไหลจึงเป็นวัตถุอาถรรพ์ที่มีราคาแพง เพราะเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย และ เป็นที่เข้าใจกันทั่วไปว่า เหล็กไหลมีอานุภาพยอดเยี่ยม สามารถคุ้มครองชีวิตผู้ที่มีเหล็กไหลไว้ในความครอบครองหรือพกพาติดตัว และจะได้รับความคุ้มครองให้ปลอดภัยจาก “อุบัติภัยร้ายแรง” ต่างๆ รวมไปถึง “อาวุธร้ายแรง” นานาชนิด ได้อย่างอัศจรรย์นั่นเอง

พระรอด เนื้อเหล็กไหล

 

ผู้ที่จะทำพิธีตัดเหล็กไหลได้นั้น จะต้องเป็นผู้ที่มีคุณธรรมชั้นสูง และต้องประพฤติปฏิบัติรักษาศีลได้อย่างมั่นคง ไม่มีจิตคิดละโมบ กล่าวคือ จะต้องขออนุญาตจาก “เทพยดา” ผู้ดูแลรักษาเสียก่อน เมื่อได้รับอนุญาตจึงค่อยทำพิธีตัดเอาได้ มิฉะนั้น หากเราขืนตัดเหล็กไหลด้วยกำลัง หมายแย่งชิงเอาโดยพละการ ถือดีในพระเวทย์ก็อาจมีเภทภัยถึงแก่ชีวิต หรือ เกิดความขัดแย้งในหมู่คณะจนถึงขั้นวิบัติเอาได้ ด้วยอิทธิฤทธิ์ของเทพยดาผู้รักษาเหล็กไหลนั้นเอง

หลวงปู่หวลท่านได้เรียนวิชาอาคม สุดยอดวิชาอาคมที่เกือบจะเรียกว่าสาบสูญไปแล้ว ได้แก่วิชาอาคมเรียกและเชิญเหล็กไหล หรือพญาเหล็กไหลสุดยอดแห่งธาตุกายสิทธิ์ ที่ทุกคนต้องการได้มาครอบครอง วิชาอาคมเรียกหรือเชิญเหล็กไหลนั้นไม่ใช่จะเปิดเผยกันง่ายๆการเรียกหรือเชิญเหล็กไหลก็ไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่ใครๆก็ทำได้ เหล็กไหลเป็นธาตุกายสิทธิ์ ย่อมเป็นอันตรายต่อผู้ที่จิตไม่บริสุทธิ์ หากทำการเรียกหรืออัญเชิญเหล็กไหลอาจถึงตายได้ ซึ่งหลวงปู่หวล แห่งวัดพุทไธศวรรย์ พระนครศรีอยุธยา ท่านได้เล่าเรียนศึกษาวิชา “การเรียกและตัดเหล็กไหล” จากศิษย์สายหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ จ.นครสวรรค์ คือ อาจารย์เสือหลายท่านบอกว่าหลวงพ่อเดิมท่านชอบเล่นแร่แปรธาตุ บางคนตั้งให้หลวงพ่อเดิมท่านเป็นเทพเจ้าแห่งการเล่นแร่แปรธาตุเลยทีเดียว

หลวงพ่อหวลนั่งในถ้ำ

เหล็กไหลที่หลวงปู่หวลได้ตัดไว้

มีด้วยกัน 3 วรรณะ ซึ่งแต่ละสีก็แบ่งแยกตามชั้นวรรณะของเหล่าบรรดา “เทพยดา หรือ ฤาษี” ที่ปกปักรักษา ได้แก่

1.วรรณะเจ้าน้ำเงิน

2.วรรณะท้องปลาไหล

3.วรรณะเงินยวง

และรูปแบบของเหล็กไหลที่ท่านตัดไว้มีหลายอย่าง อาทิเช่น แบบพิมพ์พระกริ่ง นิยมสูงสุด และหายากมากที่สุด, พระพุทธ, แคปซูล, แหวน, กำไล, พระขรรค์ ,กรมหลวงชุมพร,หลวงปู่ทวด,รัชกาลที่ 5, พระสมเด็จ,พระนางพญา,พระผงสุพรรณ,พระซุ้มกอ,พระรอด,เจ้าแม่กวนอิม,พระขรรค์,ตรีสูญ,พระบูชา,พระสังกัจจายน์ ฯลฯ เป็นต้น

เหล็กไหล

ซึ่งเหล็กไหลแต่ละพิมพ์นั้น หลวงพ่อหวลจะต้องจัดสร้าง “หุ่นเทียน” ขึ้นมาไว้ก่อน จากนั้นหลวงพ่อท่านจึงนำเข้าไปในถ้ำกลางป่าลึก แล้วเมื่อท่านเจอ “เหล็กไหล” ท่านจึงทำ “พิธีอัญเชิญเหล็กไหล” ให้ “ไหลวิ่ง” ลงมาตามด้ายสายสิญจ์ โดยอัญเชิญให้เหล็กไหลวิ่งมาก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นเอง เพื่อให้เราสามารถที่จะจับต้องเหล็กไหลเป็นรูปธรรมได้ ตามรูปแบบทรงพิมพ์ของหุ่นเทียนที่หลวงพ่อท่านได้ขออนุญาตจัดสร้างเตรียมขึ้นมา (หุ่นเทียน 1 อัน จะได้เหล็กไหล มาเพียงแค่ 1 ชิ้นเท่านั้น)

ซึ่งพิธีในขั้นตอนนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “พิธีหุงเหล็กไหล” โดยเป็นวิธีการหุงแบบตามธรรมชาติ โดยให้เหล็กไหลวิ่งมาก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นเอง ซึ่งในการทำพิธีแต่ละครั้งต้องใช้ “อำนาจพลังจิต” สูงมาก และเหล็กไหลที่ได้มาแต่ละชิ้นนั้น ต้องใช้ระยะเวลาในการหุงนานมาก จึงทำให้ในการทำพิธีแต่ละครั้งจะได้เหล็กไหลเพียงไม่กี่ชิ้น (โดยในแต่ละขั้นตอนในการทำพิธีนี้ ต้องเป็นผู้มีวิชาอาคมใน “การเรียกและตัดเหล็กไหล” โดยเฉพาะ) ไม่ได้มาทำกันเล่นๆ หรือ นำเหล็กมาปั๊ม หรือ นำมาหล่อ เหมือนอย่างพระเครื่องทั่วๆไป ซึ่งทำให้ “ของปลอม” ยากที่จะทำออกมาเลียนแบบได้


 

ซึ่งปัจจุบันเหล็กไหลของหลวงปู่หวลนี้หายากมาก เดินตามสนามพระทั่วไปแล้ว ท่านจะไม่ได้พบเห็นเลยแม้แต่ชิ้นเดียว เพราะเป็นที่หวงแหนของผู้ที่มีไว้ครอบครองเป็นอย่างยิ่ง ซึ่ง “เหล็กไหล ทั้ง 3 สี 3 วรรณะ” นี้ เป็นเหล็กไหลที่หาได้ค่อนข้างยากมาก เพราะมีระดับสภาวะ ขั้นสูงสุด 31 ภพภูมิ ทั้งยังมีเทพยดา และ ฤาษี ชั้น “มหาเทพ” และ “มหาฤาษี” ลงมาปกปักรักษามากที่สุดและจะพบ “เหล็กไหล 3 สี 3 วรรณะ” นี้ได้ ต้องเป็นถ้ำที่มีอากาศค่อนข้างหนาวเย็นมาก และอยู่ในกลางป่าลึก บริเวณใจกลางหุบเขา “เหล็กไหล ทั้ง 3 สี 3 วรรณะ” มีคุณวิเศษทางด้านเมตตาแรงมากๆ มหาเสน่ห์ขั้นสูง คงกระพันชาตรี แคล้วคลาด เรียกโชคลาภขั้นสูง บันดาลทรัพย์สินเงินทอง ดลจิตดลใจ พลิกดวงชะตา จากตกต่ำให้เป็นสูงขึ้น (จากหน้ามือเป็นหลังมือ) เตือนภัยเมื่อมีเหตุคับขัน และสามารถล่องหนกำบังตัวหลบภัยได้ (ครบวงจร) ชอบช่วยเหลือผู้ปฏิบัติธรรม หรือ จะดลจิตดลใจของผู้ครอบครองเหล็กไหลนี้ ให้ตั้งมั่นอยู่แต่ในศีลในธรรม ในความดี มุ่งแต่สร้างบุญสร้างกุศล เพราะเกิดจากฤทธิ์ของมหาเทพและมหาฤาษีในขั้นระดับ “อรูปฌาณ” ที่มีบารมีธรรมสูงมาก ที่เป็นผู้ปกป้องครอบครองเหล็กไหลประเภทนี้ อยู่นั้นเอง

“เหล็กไหล ทั้ง 3 สี 3 วรรณะ” นี้ มักจะตกได้อยู่แต่ในความครอบครองของ “พระภิกษุ” หรือ “นักบวชต่างๆ” (ที่มีฌาณขั้นอุกฤษณ์) คนธรรมดาอย่างเราๆ ยากนักที่จะได้เป็นผู้ครอบครอง เพราะใช่ว่ามีเงินเพียงอย่างเดียวจะหามาไว้ในความครอบครองได้ง่ายๆ จะต้องเป็น “ผู้มีบุญญาธิการบารมี” และต้องมี “กรรมเก่าเกี่ยวกัน” จริงๆ จึงจะได้เป็นผู้ครอบครอง

พระพญาเหล็กไหลนี้ มีคุณ 108 ประการตามแต่อธิษฐาน ท่านบอกว่าใครได้ครอบครองไว้จะมีอำนาจ บารมี เหนือผู้อื่นพกพาติดตัวแคล้วคลาดปลอดภัย กิจการงานเจริญก้าวหน้า เดินทางไปที่ใด มีเทพยดา ปกปักรักษา มีโชคลาภ เลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง และพระพญาเหล็กนี้ใช่ว่ามีเงินแล้วจะได้ครอบครอง หลวงปู่หวลท่านบอกว่าต้องมีบุญวาสนาแต่ชาติปางก่อนจึงได้ครอบครอง

“มหาอำนาจ บารมี โชคลาภ วาสนา พุทธคุณ 108 เหนือคำบรรยาย”

วิธีบูชาและการต้อนรับเข้าบ้าน

1.จุดธูป 12 ดอก บอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทางที่บ้าน

2.ชุดบายศรีหรือถ้าไม่สะดวก ดอกไม้ 1-3 อย่างก็ได้ (ดอกมะลิ)

3.น้ำผึ้งถวาย 1 ถ้วย วางด้านข้างไม่ต้องแช่ องค์พญาเหล็กไหลจะเสพกลิ่น เสพรส

4.บูชาทุกๆวันพระจันทร์เต็มดวง นำออกมาอาบแสงจันทร์เพื่อเพิ่มพลัง แล้วให้เสพน้ำผึ้ง

คาถาเหล็กไหล ของหลวงปู่หวล

(นะโม 3 จบ)

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ

สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

หรือ

นะโมฯ (3 จบ) แล้วตามด้วย

พุทธัง อาราธนานัง

ธัมมัง อารธนานัง

สังฆัง อารธนานัง

แล้วก็ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง

พิธีกรรมอัญเชิญพญาเหล็กของหลวงพ่อหวล ภูริภัทฺโท

วัดพุทไธศวรรย์ จ.พระนครศรีอยุธยา

หลวงปู่หวลจะเพ่งกระเเสจิตของท่าน สำรวจดูว่าในถ้ำเเห่งใดมีพญาเหล็กสถิตย์อยู่ เมื่อรู้เห็นในญาณทัศนะชัดเจนเเล้ว ท่านก็จะพาลูกศิษย์ของท่านเดินทางไปสำรวจให้เห็นกับตาอีกครั้ง จากนั้นก็กำหนดฤกษ์ยาม วันเวลาที่จะทำพิธี ท่านว่า ถ้ำที่จะมีพญาเหล็กสถิตย์อยู่นั้น ต้องเป็นถ้ำที่สะอาด ไม่มีค้างคาวมาอาศัย โดยมากจะเป็นถ้ำหินอ่อนที่มีความเย็นสูง หรือ ถึงกับเย็นยะเยือกเมื่อเดินเข้าไปสู่ภายใน เเละเป็นถ้ำที่เเห้งสะอาดนอกจากเครื่องบวงสรวงในการทำพิธีเเล้ว สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับพิธีนี้คือ น้ำผึ้งเเท้บริสุทธิ์ ซึ่งจะต้องจัดเตรียมไปจำนวนมากอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดเสียไม่ได้เช่นกันคือ ขี้ผึ้งบริสุทธิ์ ซึ่งจะต้องจัดเตรียมไปจำนวนมากเช่นกันการทำพิธีบวงสรวง ก็เพื่อบอกกล่าวต่อเจ้าถ้ำ เจ้าที่เจ้าทาง เทพเทวาอารักษ์ทั้งหลาย ถึงจุดประสงค์ของการมาทำพิธีว่า จะอัญเชิญพญาเหล็กไปเพื่อประโยชน์เเก่พระพุทธศาสนาประการใดบ้าง

เมื่อทำพิธีบวงสรวงเสร็จเเล้ว หลวงพ่อหวลท่านจะกำหนดจิตอธิษฐานตามวิชาที่ท่านได้ร่ำเรียนมา จากนั้นก็เอาขี้ผึ้งบริสุทธิ์ที่เตรียมมา ป้ายชโลมไปตรงรอยเเตกของผนังถ้ำพร้อมกับบริกรรมคาถากำกับไว้ตลอดเวลาจนเสร็จพิธีหลังจากนั้นหลวงพ่อท่านได้ยืนกำหนดจิตด้วยอาการสงบ สักพักหนึ่งบรรดาศิษย์ที่มาร่วมพิธีต่างได้พบกับเหตุการณ์อันน่าอัศจรรย์ยิ่ง กล่าวคือ ตรงรอยเเตกของผนังถ้ำนั้นปรากฎมีวัตถุอย่างหนึ่ง ไหลออกมากินน้ำผึ้งที่หลวงพ่อท่านได้ป้ายไว้ หลวงปู่หวลจึงนำด้ายสายสิญจน์ ที่ชโลมไว้ด้วยน้ำผึ้งจนเปียกชุ่มกดปลายด้านหนึ่งลงไปในช่องรอยเเตกนั้น เเล้วโยงสายสิญจน์ที่เหลืออีกด้านหนึ่งลงไปยังบาตรน้ำมนต์ขนาดใหญ่ที่บรรจุน้ำผึ้งเเท้บริสุทธิ์จำนวนมากโดยภายนอกบาตรจะถูกหุ้มไว้ด้วยขี้ผึ้ง เเละมีผ้าขาวลงอักขระยันต์ปิดปากบาตรไว้มีเพียงรูเล็กๆที่จะเอาด้ายสายสิญจน์แหย่ลงไปได้เท่านั้น ท่านบอกว่า บาตรน้ำมนต์ที่ต้องหุ้มไว้ด้วยขี้ผึ้งเเละบรรจุน้ำผึ้งไว้ในบาตรก็เพื่อล่อให้พญาเหล็ก (เหล็กไหล) ลงมากิน ส่วนผ้ายันต์สีขาวนั้น ก็เป็นยันต์กำกับป้องกันไม่ให้พญาเหล็กที่ลงมากินน้ำผึ้งในบาตร หนีกลับเข้าไปในผนังถ้ำได้อีกพอโยงสายสิญจน์ลงสู่บาตรที่มียันต์กำกับไว้เรียบร้อยเเล้ว ท่านก็จุดเทียนซึ่งทำเป็นพิเศษจากขี้ผึ้งเเท้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ ลนเปลวเทียนไปที่ผนังถ้ำซึ่งเหล็กไหลโผล่ออกมาให้เห็นพร้อมบริกรรมคาถากำกับไว้ตลอดเวลา ทำให้เหล็กไหลได้ไหลย้อยลงมาตามสายสิญจน์เพื่อกินน้ำผึ้งในบาตร

โดยเหล็กไหลที่ไหลลงมานั้นจะมีอยู่ 3 สีคือ

สีฟ้าน้ำเงิน
สีเงินยวง
สีท้องปลาไหล
เเต่จะเป็นสีใดนั้น ขึ้นอยู่กับประเภทของเหล็กไหลที่มีอยู่ในถ้ำเเห่งนั้น การทำพิธีอัญเชิญพญาเหล็ก (เหล็กไหล) ของหลวงพ่อหวล ท่านจะมุ่งเน้นที่เหล็กไหลสีฟ้าน้ำเงิน เเละสีเงินยวง หลังจากที่เหล็กไหลได้ไหลลงในบาตรจนหมดเเล้ว(ในสภาพที่เป็นของเหลว) หลวงพ่อก็นำไปประกอบพิธีต่อไป คือการทำให้เหล็กไหลที่เหลวนั้นเเข็งตัว โดยการนำบาตรไปตั้งบนเตาไฟเเล้วเอาหุ่นขี้ผึ้งเเท้บริสุทธิ์รูปทรงต่างๆ ที่ต้องการให้เหล็กไหลก่อตัวเป็นรูปทรงนั้นๆ เช่น รูปทรงพระกริ่ง รูปทรงพระสมเด็จ ฯลฯ

โดยหุ่นขี้ผึ้งนี้จะมีจะมีสายชนวนอยู่ด้านบนเเบบเดียวกับเทียนไข สำหรับไว้จุดไฟในขณะทำพิธีหล่อหลอมเหล็กไหลให้เป็นรูปทรงตามต้องการเมื่อหลวงพ่อจุดไฟตรงด้ายชนวนเเล้ว ท่านก็บริกรรมคาถากำกับไปเรื่อยๆในขณะที่หุ่นขี้ผึ้งเริ่มละลายไปทีละเล็กละน้อยเมื่อหุ่นขี้ผึ้งละลายไปจนใกล้จะหมด เหล็กไหลที่มีสภาพเหลวที่อยู่ในบาตร ก็เริ่มก่อตัวเป็นรูปทรงเหมือนหุ่นขี้ผึ้งต้นเเบบอย่างน่าอัศจรรย์โดยเหล็กไหลที่เเข็งตัวเป็นรูปทรงตามหุ่นขี้ผึ้งต้นเเบบนั้น (รูปทรงพระกริ่ง รูปทรงพระสมเด็จ ฯลฯ) จะมีขนาดเล็กกว่าหุ่นต้นเเบบ มีลักษณะสีสันวรรณะเเปลกประหลาดสีเเวววาวเหลือบมัน

เมื่อเหล็กไหลก่อตัวเสร็จสมบูรณ์เเล้ว หลวงพ่อก็จะนำมาทำพิธีสวดญัตติซึ่งเป็นพิธีกรรมในการป้องกันไม่ให้เหล็กไหลเเปรเปลี่ยนสภาพไปอยู่ในสภาพเดิม หรือ หนีกลับคืนไปยังถ้ำที่นำมาเเต่เดิม หลังจากนั้นท่านจะทำพิธีปลุกเสกอธิษฐานจิตอีกชั้นหนึ่งจากนั้นจึงนำมามอบให้กับลูกศิษย์ผู้มาร่วมทำบุญอุปถัมภ์ค้ำชูพระพุทธศาสนาต่อๆไป

พิธีเรียกเหล็กไหลหลวงพ่อหวล วัดพุทไธศวรรย์

วิชชาเรียกเหล็กไหล ของหลวงพ่อเดิม

อาจารย์เสือ เพชรสังฆาต เป็นศิษย์ฆราวาสของ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ จ.นครสวรรค์

อาจารย์เสือนี้แหละ คือผู้ถ่ายทอด “วิชชาเรียกเหล็กไหล ของหลวงพ่อเดิม

ให้กับ หลวงปู่หวล วัดพุทไธศวรรย์ จ.อยุธยา

หลวงปู่หวล มีชื่อเสียงมากในเรื่องการเรียกเหล็กไหลท่านพาลูกศิษย์ไปดูพิธีกรรมเรียกเหล็กไหลตามถ้ำต่างๆ นับครั้งไม่ถ้วนมีการบันทึก วีดีโอ / รูปถ่าย ตอนที่ท่านทำพิธีเรียกเหล็กไหล ไว้เป็นหลักฐานด้วยลูกศิษย์ทั้งหลายเห็นกับตาว่า เหล็กไหลเคลื่อนตัวจากผนังถ้ำลงมากินน้ำผึ้งในบาตร ฯลฯ อีกทั้งพิธีกรรมที่ทำให้เหล็กไหลที่อยู่ในสภาพของเหลวและ กลายเป็นพระเครื่องพิมพ์ต่างๆ ก็ยิ่งน่าอัศจรรย์.

นั่นเป็นเพราะ “วิชชาเรียกเหล็กไหล ของหลวงพ่อเดิม” ที่ท่านได้รับการถ่ายทอดมาจากอาจารย์เสือ “เป็นของจริง”

กล่าวได้ว่า อาจารย์เสือมีหน้าที่ “ส่งมอบวิชา”  เรียกเหล็กไหล ของหลวงพ่อเดิมให้แก่ พระภิกษุผู้ทรงศีล ทรงธรรม ผู้ควรได้รับการสืบทอดวิชชานี้ คือ หลวงปู่หวล .