วัวธนู หลวงปู่คำแสน คุณาลังกาโร วัดป่าดอนมูล

วัวธนู หลวงปู่คำแสน วัดป่าดอนมูล

ตำนานวัวธนู วัดโขงขาว

หลวงปู่คำแสน และ หลวงพ่อบุญรัตน์ สองท่านคุ้นเคยกันมานานแล้ว ในปี พ.ศ.2518 ที่วัดป่าดอนมูล หลวงปู่คำแสน ท่านได้มอบตำราสร้างวัวธนู ให้กับหลวงพ่อบุญรัตน์ พร้อมกับสอนวิธีการสร้าง ท่านกล่าวว่า ท่านอายุมากแล้ว เกรงว่าต่อไปวิชานี้จะสูญหาย ในการนี้ ท่านได้มอบวัวธนูที่สร้างจากไม้หวายผ่าซีก และ แกะคอดให้กับ หลวงพ่อบุญรัตน์ ด้วย ( ต่อมาหลวงพ่อบุญรัตน์ ได้รับตำราสร้างวัวธนู จาก ครูบาชุ่ม วัดวังมุ่ย ด้วย ซึ่งท่านกล่าวว่า เหมือนกับตำราของ หลวงปู่คำแสนเลย ไม่มีผิดเพี้ยนกัน ) หลังจากนั้น หลวงพ่อบุญรัตน์ ได้จัดสร้างวัวธนูขึ้นตามตำราของหลวงปู่ทั้งสองรูป

โดย หลวงพ่อบุญรัตน์ ได้นำไปให้ หลวงปู่คำแสน วัดป่าดอนมูล อธิษฐานจิตเดี่ยว เมื่อเสร็จพิธี หลวงปู่คำแสน ท่านได้กล่าวกับ หลวงพ่อบุญรัตน์ ว่า :

“วัวธนูชุดนี้ให้เก็บไว้ก่อน อย่าเพิ่งนำออกมา ในภายภาคหน้า คนจะถามหากันเยอะ จะเป็นที่ต้องการกันมาก”

จึงเป็นมูลเหตุให้ หลวงพ่อบุญรัตน์ ท่านเก็บวัวธนูชุดนี้ไว้ตั้งแต่บัดนั้น  นอกจากหลวงปู่คำแสน วัดป่าดอนมูลแล้ว หลวงพ่อบุญรัตน์ยังได้นำวัวธนูชุดนี้ไปให้ครูบาอาจารย์เสกเดี่ยวอีกหลายรูป อาทิ หลวงปู่ครูบาชุ่ม โพธิโก วัดวังมุ่ย , หลวงปู่คำแสน วัดสวนดอก , หลวงปู่ครูบาธรรมชัย วัดทุ่งหลวง , หลวงปู่ครูบาชัยวงศา พัฒนา วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม และ ท่านยังนำมาที่กรุงเทพฯ เพื่อขอความเมตตาให้ หลวงปู่เส่ง วัดกัลยา ( ปรมจารย์ตำนานน้ำมนต์ดอกบัวบาน ) เสกให้ด้วย  สำหรับหลวงพ่อฤาษีลิงดำ นั้น ท่านได้พุทธาภิเษกวัวธนูชุดนี้หลายครั้งมาก เพราะท่านเดินทางไปทอดกฐินที่วัดโขงขาวทุกปี

พระเถระที่อธิษฐานจิต วัวธนูรุ่นนี้ :

– หลวงปู่คำแสน วัดป่าดอนมูล

– หลวงปู่ชุ่ม วัดวังมุ่ย

– หลวงปู่คำแสน วัดสวนดอก

– หลวงปู่ชัยวงศา วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม(พระมหาโพธิสัตว์ อดีตฤาษีวาสุเทพ ผู้สร้างพระรอดในตำนาน)

– หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง

– หลวงปู่ครูบาธรรมชัย วัดทุ่งหลวง

– หลวงปู่เส่ง วัดกัลยาฯ

– หลวงปู่ครูบาพรหมจักร วัดพระพุทธบาทตากผ้า(มหาเถระแดนล้านนา)

– หลวงปู่ครูบาอินทจักร วัดบ่อน้ำหลวง(พี่ชายแท้ๆของ ครูบาพรหมจักร วัดพระพุทธบาทตากผ้า)

– หลวงปู่บุญทึม วัดจามเทวี(ลูกศิษย์ครูบาศรีวิชัย)

การบูชา

วัวธนูรุ่นนี้ ไม่ธรรมดา นอกจากกันภูติผีปีศาจ โจรขโมย ยังสามารถป้องกันภัยพิบัติต่างๆได้ด้วย ปกป้องคุ้มครองคนในครอบครัว มีแต่คุณ ไม่มีโทษ ที่สำคัญคือ วัวธนูรุ่นนี้ แม้จักลืมอาราธนา ท่านก็ปกป้องคุ้มครองโดยอัตโนมัติเองอยู่แล้ว

การบูชาให้วางบนพานดิน(ดินบริสุทธิ์) น้ำ 1 แก้ว (เปลี่ยนทุก 7 วันก็ได้)

วัวธนู หลวงปู่คำแสน คุณาลังกาโร วัดป่าดอนมูล

วัวธนู หลวงปู่คำแสน คุณาลังกาโร วัดป่าดอนมูล

กุมารทองขี่วัวธนูเพิ่มทรัพย์ เนื้อว่าน หลวงพ่อพรหม วัดบ้านสวน ตำรับตักศิลาเขาอ้อ จังหวัด พัทลุง

กุมารทองขี่วัวธนูเพิ่มทรัพย์ เนื้อว่าน หลวงพ่อพรหม วัดบ้านสวน ตำรับตักศิลาเขาอ้อ จังหวัด พัทลุง

กุมารทองเป็นเด็กทรงฤทธิเวทย์ ทรงพลัง ที่ชื่อสัตย์ปกป้องผู้ที่เลี้ยงดูอุปการะดุจบิดา ส่วนวัวธนูทรงอิทธิเวทย์ต่อสู้ปกป้องชื่อสัตย์ต่อผู้เลี้ยงดู เมื่อกุมารทองขี่วัวธนู จึงเป็นเครื่องรางที่มีอนุภาพมหาศาล เพราะทั้งสองชนิดมารวมอยู่ในที่เดียวกัน ความสามารถในการปกป้องผู้เป็นเจ้าของ ไม่รังเรในการปกป้องขับไล่สิ่งชั่วร้าย ศัตรูคุณไสยมนต์ดำ ที่จะมาทำร้ายเจ้าของ และ นำพาโชคลาภ ความอุดมสมบูรณ์ทรัพย์สินเงินทองมาสู่เจ้านายเนื่องๆ

วิธีการบูชา

ทุกวันพระ ให้น้ำแดง 1 แก้ว ขนม 1 ถ้วย แด่ กุมารทอง และ น้ำ 1 แก้ว หญ้าคา 1 กำ แด่ วัวธนู

คาถาบูชา

นาโค  นาสัง  สังโค  จามะ  หาลังภัง  นะมา  (5จบ)

– ให้ตั้งบูชาต่ำกว่าพระพุทธ พระเกจิอาจารย์ และ เทวดา

กุมารทองขี่วัวธนูเพิ่มทรัพย์ หลวงพ่อพรหม วัดบ้านสวน

กุมารทองขี่วัวธนูเพิ่มทรัพย์ หลวงพ่อพรหม วัดบ้านสวน
กุมารทองขี่วัวธนูเพิ่มทรัพย์ หลวงพ่อพรหม วัดบ้านสวน
กุมารทองขี่วัวธนูเพิ่มทรัพย์ หลวงพ่อพรหม วัดบ้านสวน
กุมารทองขี่วัวธนูเพิ่มทรัพย์ เนื้อว่าน หลวงพ่อพรหม วัดบ้านสวน ตำรับตักศิลาเขาอ้อ จังหวัด พัทลุง กุมารทองขี่วัวธนูเพิ่มทรัพย์ เนื้อว่าน หลวงพ่อพรหม วัดบ้านสวน ตำรับตักศิลาเขาอ้อ จังหวัด พัทลุง

มีดหมออาคมล้านนา ทำจากตะปูสังฆวานร

มีดหมออาคมล้านนา ทำจากตะปูสังฆวานร พระอาจารย์กอบชัย วัดแม่ยะ จ.ตาก

 สร้างจำนวนจำกัดเพียง 99 เล่มเท่านนั้น เพราะตะปูมีจำกัดและหายาก ขั้นตอนและวิธีการสร้างค่อนข้างยาก มีดหมออาคมล้านนาชุดนี้ ทำจากตะปูอาถรรพ์สู่มีดอาคม , มีดหมอตะปูสังขวานร  ด้ามเขาควายเผือกฟ้าผ่าเก่า  ทำจากตะปูสังขวานร อายุเก่าหลาย 100 ปี พระอาจารย์กอบชัย ท่านทำเองทุกขั้นตอน จารอักขระมือ ปลุกเสกเดี่ยว

ในอดีตสมัยก่อนๆนั้น ตะปูสังฆวานรใช้ตอกยอดเจดีย์ ตอกอุโบสถ เพื่อยึดไม้ มิให้พังทะลาย ชาวล้านนาโบราณถือว่าเป็นเครื่องรางชนิดหนึ่ง และมีความเชื่อว่า การพกพา ตะปูสังฆวานรนี้ จะสามารถป้องกันคุณไสย์มนต์ดำ และสิ่งที่เป็นอัปมงคลต่างๆ แก้ดวงตก จากร้ายกลายเป็นดี  อีกทั้งยังแคล้วคลาด คงกระพันชาตรี  เหตุที่ว่ามีคุณสมบัติหรือพุทธคุณรอบด้านดังนี้ เพราะก่อนจะใช้ตะปูสังฆวานรนี้ตอกบนยอดเจดีย์หรืออุโปสถสมัยนั้นได้ ต้องผ่านการปลุกเสกก่อน แม้แต่เวลาจะถอนก็ต้องจุดธูปขออนุญาตก่อน

อีกทั้งยังผ่านการกราบไหว้บูชาจากเกจิคณาจารย์ และประชาชนทั่วไป มาเป็นเวลายาวนานหลายร้อยปี

เพราะเหตุนี้ จึงถือได้ว่า ตะปูสังฆวานร เป็นเครื่องรางอีกชนิดที่หายาก และไม่ค่อยพบเจอได้บ่อยนัก

ต้องขอขอบคุณข้อมูลดีๆนี้ด้วย สาธุๆ

พระอาจารย์กรอบชัย วัดแม่ยะ จ.ตาก

ขั้นตอนการทำมีดหมออาคมจากตะปูสังฆวานร

ตะปูสังฆวานร พระอาจารย์กอบชัย วัดแม่ยะ จ.ตาก

ตะปูสังฆวานร พระอาจารย์กอบชัย วัดแม่ยะ จ.ตาก
ขั้นตอนการเผาตะปูสังฆวานร เพื่อจะตีให้แบนก่อนทำให้เป็นรูปร่างมีดหมอ
ขั้นตอนการตีตะปูสังฆวานร ของ พระอาจารย์กอบชัย วัดแม่ยะ จ.ตาก
ขั้นตอนการตีตะปูสังฆวานร ของ พระอาจารย์กอบชัย วัดแม่ยะ จ.ตาก

ขั้นตอนการตีตะปูสังฆวานร ของ พระอาจารย์กอบชัย วัดแม่ยะ จ.ตาก
ขั้นตอนการตีตะปูสังฆวานร ของ พระอาจารย์กอบชัย วัดแม่ยะ จ.ตาก
การเผาตะปูสังฆวานร และตีจนเกือบเสร็จสมบูรณ์
การเผาตะปูสังฆวานร และตีจนเกือบเสร็จสมบูรณ์
การเผาตะปูสังฆวานร และตีจนเกือบเสร็จสมบูรณ์
เขาควายเผือกฟ้าผ่า ที่ใช้ทำด้ามมีดหมออาคมล้านนา
การเผาตะปูสังฆวานร ในความร้อนสูง
การเผาตะปูสังฆวานร ในความร้อนสูง
มีดหมออาคมล้านนา ทำจากตะปูสังฆวานร
มีดหมออาคมล้านนา ทำจากตะปูสังฆวานร
มีดหมออาคมล้านนา ทำจากตะปูสังฆวานร

ตะกรุดพระคุณพ่อพระคุณแม่ อาจารย์อภิชัย เดชะ

ตะกรุดพระคุณพ่อ-พระคุณแม่ อาจารย์อภิชัย เดชะ

เป็นตำราล้านนาที่คนโบราณล้านนานิยมใช้สักหัวไหล่ซ้าย-ขวา เพื่อให้มีดั่งพระคุณพ่อ-พระคุณแม่ คอยคุ้มครองตัวอยู่ตลอดเวลา  ตะกรุดนี้มีพุทธคุณครอบจักรวาล คุ้มครองป้องกันภัยอันตรายได้สารพัด ป้องกันภูตผีปีศาจ คุณไสยมนต์ดำ  มีโชคลาภ  เมตตา  มหานิยม  ไปแห่งหนใดมีแต่คนรักเอ็นดู  จะทำสิ่งใดก็สำเร็จโดยง่าย  พกติดตัวไว้ ระลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัย คุณบิดา มารดา ครูบาอาจารย์  แล้วอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จะช่วยคุ้มครองป้องกันภัยอันตราย  ทำสิ่งใดก็จะสำเร็จ สมความปรารถนาทุกประการ ประสบแต่ความโชคดีมีชัย

คาถาบูชาคุณพ่อคุณแม่ สวด 3 จบ

พุทธคุณนัง   ธัมมะคุณนัง   สังฆะคุณนัง   อุปปัชชายะคุณนัง   อาจาริยะคุณนัง   มาตาคุณนัง   ปิดตาคุณนัง   อะหังวันทามิสัพพะทา

ตะกรุดพระคุณพ่อพระคุณแม่ อาจารย์อภิชัย เดชะ
ตะกรุดพระคุณพ่อพระคุณแม่ อาจารย์อภิชัย เดชะ

วัวธนู – ควายธนู อิทธิฤทธิ์ หลวงพ่อจืด

วัวธนู – ควายธนู ของไทยเรา ถือว่าเป็นสุดยอดเครื่องรางชนิดหนึ่งตั้งแต่โบราณ  คุณสมบัติของเครื่องรางชนิดนี้คือ ป้องกันคุ้มครองผู้บูชาให้พ้นภยันตราย จากภูตผีปีศาจ ต่อสู้กับอสูรกาย ตลอดจนคุณไสยต่างๆ  แม้แต่ผู้ปองร้าย หรือ พวกมิจฉาชีพโจรผู้ร้าย ขโมยขึ้นบ้านก็ยังช่วยขับไล่ได้ด้วย  นอกจากนี้แล้วยังช่วยป้องกันไฟไหม้ ฟ้าผ่า และเป็นเมตตามหานิยม เรียกโชคลาภ ค้าขายได้ดีมาก

หลวงพ่อจืด ท่านได้สร้างวัวธนู และ ควายธนู มาหลายรุ่นด้วยกัน แต่ละรุ่นล้วนมีประสบการณ์   หายากมาก ราคาบูชาก็ขยับสูงขึ้น ใครมีต่างก็หวงแหน , ในการสร้างวัวธนู และ ควายธนู แต่ละครั้งนั้น หลวงพ่อจืด ท่านได้ทำการปลุกเสกอย่างเข้มขลังมาก มันจะขวิดผู้บุกรุกถึงตายเลยทีเดียว  ถ้าผู้บุกรุกเป็นภูตผี มันก็ไล่ขวิดเสียกระเจิดกระเจิง หรือจนกระทั่งภูตผีปีศาจเหล่านั้น หมดสภาพไม่สามารถไปใช้ทำอะไรได้อีก

วิธีกรรมการสร้างวัวธนู และ ควายธนู  ที่ได้รับความนิยมสูงสุด อีกท่านหนึ่งในประวัติศาสตร์ คือ หลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง นครปฐม  ซึ่งเป็นอมตะเถราจารย์ในด้านการสร้างวัวธนู และ ควายธนูนั้นเป็นเลิศ

แต่ในปัจจุบันนี้  ศิษย์เอกสายตรง ผู้ที่สืบทอดวิชาการสร้างวัวธนู ควายธนู ต่อจากหลวงพ่อน้อย คือ หลวงพ่อจืด สวนปฏิบัติธรรมโพธิเศรษฐี นครปฐม  ท่านได้สร้างวัวธนู ควายธนู ได้ขลังตามตำราโบราณขนานแท้ที่เรียกว่า ” วัว – ควายธนู สูตรสำเร็จ ” คำว่า สูตรสำเร็จนี้หมายความว่า ไม่ต้องเลี้ยงเหมือนวัว – ควายธนูทั่วไป นอกจากยังไม่มีโทษแก่ผู้เลี้ยงแล้ว  แต่อนุภาพความศักดิ์สิทธิ์ครบถ้วน ไม่แพ้ครูบาอาจารย์ของท่าน  ออกให้บูชาทีไรก็หมดทันที

โลหะอาถรรพณ์ที่นำมาสร้างวัวธนู – ควายธนู ซึ่งเป็นโลหะอาถรรพณ์ที่แรงกล้าในวัว – ควายธนูครั้งนี้ประกอบด้วย :

1. ทองแดงเถื่อน

2. ดีบุก

3. ตะปูตรึงโลงศพ 7 ป่าช้า

4. เหล็กขนันผี เงินปากผีตายท้องกลม งั่ง

5. เหล็กยอดเจดีย์  ทองขวานฟ้า

6. กระสุนปืนด้าน ดาบโบราณ

7. ตะปูสังฆวานร

8. เหล็กน้ำพี้

9. แผ่นยันต์ หัวใจวัวธนูควายธนู  ที่ผ่านพิธีพุทธาภิเษกใหญ่

การจัดเตรียมหามวลสารโลหะอาถรรพณ์ที่จะนำมาสร้างวัวธนู – ควายธนู ในครั้งนี้กว่าจะครบ ต้องใช้เวลา 6-7 ปี 

พอได้แม่พิมพ์มา หลวงพ่อจืด ทำพิธีเจิมแป้งมงคลที่แม่พิมพ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล และได้กำหนดฤกษ์มงคล ตามหลักไสยเวทย์โบราณ  แล้วนำโลหะทั้งหมดนี้มาหล่อหลอมรวมกับแผ่นยันต์ที่ลงอักขระเลขยันต์หัวใจ วัวธนู-ควายธนู แล้วปั๊มมาเป็นรูป วัวธนู-ควายธนู ตามตำรา

พุทธคุณดีเด่น วัวธนู-ควายธนู ของหลวงพ่อจืด

วัวธนู-ควายธนู หลวงพ่อจืดนั้นมีพุทธคุณแบบที่เรียกว่า ดีครอบจักรวาลเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเมตตามหานิยม มีเสน่ห์  การค้าขายดีเยี่ยม  ทั้งปกป้องคุ้มครองตนเอง และบ้านพักอาศัย  ทำให้ศัตรูกลับมารัก  ทำน้ำมนต์ก็ดีเลิศ  กล่าวคือใช้น้ำที่อาบวัวธนู-ควายธนูนั้น มาอาบตัวเรา เชื่อว่าจะไม่เจ็บป่วย หรือ ถ้าป่วยอยู่ก็จะหายวันหายคืน  ถ้าอาบประจำ ก็จะทำให้เกิดมีโชคลาภทั้งปี

วัว – ควายธนู ของหลวงพ่อจืด นี้สามารถป้องกัน และ แก้คุณไสย คุณคน ยาสั่ง ฝังรูปฝังรอย  การกระทำย่ำยีทางไสยศาสตร์ และ ภูตผีปีศาจ วิญญาณชั่วร้าย ลมเพลมพัด พร้อมทั้งป้องกันโจรผู้ร้ายไม่ให้เข้ามาในบริเวณบ้านได้  หากพวกภูตผีปีศาจเข้ามารบกวน วัว – ควายธนู ก็จะออกขับไล่ ทำให้ภูตผีปีศาจไม่กล้าเข้าใกล้บ้านเราอีก  ถ้ามีคนทำมนต์ดำ คุณไสยเข้ามา วัวธนู-ควายธนู ก็จะออกไปป้องกันบันดาลให้มนต์ดำกลับไปหาเจ้าของ  หรือ หากในบ้านไม่มีคนอยู่ พวกโจรขโมยที่เข้ามาในบ้านจะถูกขวิดเหมือนกัน  หรือ ไม่เช่นนั้นก็จะบันดาลให้เห็นว่ามีคนมากมายอยู่ในบ้าน จนโจรผู้ร้ายไม่กล้าเข้ามารบกวน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าตั้งบูชาไว้ในรถ วัว – ควายธนู ก็จะคุ้มครองกันภัยต่างๆได้เป็นอย่างดี  ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าถนนหนทางเกือบจะทุกที่ทุกแห่ง  จะเต็มไปด้วยพวกวิญญาณผีตายโหง ที่ยังเร่ร่อนวนเวียน คอยวิญญาณใหม่ที่จะมาแทนที่  ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าบริเวณที่พาหนะต่างๆ ประสบอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นบ่อยครั้ง  ถ้าเราตั้งบูชา วัว – ควายธนูนี้ไว้หน้ารถแล้ว บรรดาภูตผีปีศาจ ญญาณชั่วร้ายต่างๆ จะไม่เข้ามากล้ำกลาย  ไม่มาดลจิตดลใจให้ผู้ขับขี่เกิดความประมาทได้  หรือ แม้แต่ในโรงพยาบาล โรงแรม  และ สถานที่ต่างๆ ที่มีวิญญาณเร่ร่อนพเนจร บรรดาภูตผีปีศาจเหล่านั้น จะไม่สามารถทำอันตราย หรือ ปรากฏให้เห็น แก่ผู้ที่มีวัว – ควายธนูนี้ได้เลย  หากเข้าไปที่อัปมงคล อาถรรพณ์แรง ผีดุที่คับขันอันตราย หรือถูกรบกวนจากอมนุษย์ สิ่งชั่วร้ายทั้งหลาย  ให้นำวัว – ควายธนูท่องพระคาถาควบคู่  สิ่งชั่วร้ายและอมนุษย์ทั้งหลาย  จะหนีหายไปสิ้นไม่กล้ารบกวน

วัวธนู-ควายธนู ยังบันดาลโชคลาภให้แก่เจ้าของบ้าน ที่บูชาอยู่เนืองนิจ เพราะวัว – ควายธนู เป็นสัญลักษณ์ด้านโชคลาภ ความอุดมสมบูรณ์ของชาวไทยมาช้านานแล้ว  ในพิธีเสี่ยงทายในแต่ละปี ว่าจะเกิดความอุดมสมบูรณ์อย่างไร  การค้าขาย ข้าวปลาอาหาร  น้ำบริบูรณ์หรือไม่  ก็ขึ้นอยู่กับการเสี่ยงทาย  ดังนั้นวัว – ควายธนู ถ้าเจ้าของเลี้ยงบูชาเป็นอย่างดี ถวายน้ำ ถวายหญ้า ท่องบริกรรมพระคาถาอย่างสม่ำเสมอ จะบันดาลโชคลาภ ทำให้เกิดการอยู่ดีกินดี อุดมสมบูรณ์ไปด้วยข้าวปลาอาหาร ทรัพย์สินเงินทองแก่ผู้เป็นเจ้าของ

วิธีเลี้ยงบูชา

โดยทั่วไปแล้ว ต้องหาไม้มาทำคอกเล็กๆ ล้อมเป็นสี่เหลี่ยม ห้ามปะปนกับพระพุทธรูป หรือ สิ่งบูชาอื่นๆ ถ้าเป็นไปได้  แต่ถ้าสถานที่ไม่สะดวก โอกาสไม่อำนวย ไม่ต้องก็ได้  และต้องจัดน้ำเฉพาะวันพระขึ้น 15 ค่ำ จะปล่อยคาถา ปล่อยวัว – ควายธนูนั้นออกเที่ยว

คาถาปล่อยและเรียกกลับวัว – ควายธนู

ท่องนะโม 3 จบ ว่า  โส  อะ  นิ  โส  ( 7 จบ )

นะ  โส  สะ  อา  ( 7 จบ )

เสร็จแล้วให้ วัว – ควายธนู ทำตามความประสงค์ของตน  เมื่อรุ่งเช้าของวันรุ่งขึ้น ให้เรียกกลับ  ให้ท่องคาถา  นะโม 3 จบ ว่าด้วย  อะ  นิ  โส  สะ   ( 7 จบ )

คาถา ปล่อยวัวธนู-ควายธนู  เวลาทำน้ำมนต์ หรือ ให้น้ำวัว – ควายธนู  ท่องนะโม 3 จบ ว่าด้วย  เอหิ  มาเรโส  สะอะนิโสอาคัจฉายะ   อาคัจฉาหิ   เอหิ  มะมะมามา

ถ้าไม่มีเวลาเลี้ยง ไม่ต้องให้น้ำ เพราะวัวธนู-ควายธนูของหลวงพ่อจืด เป็นสูตรสำเร็จ ให้ท่องหัวใจพระคาถาเพียงอย่างเดียวคือ  นะโม 3 จบ  ตามด้วย  โอมกอนอ  มหากอนอ  โอมสิทธิสวาหะ   ( แค่นี้ก็ได้แล้ว )

เบี้ยแก้รุ่นแรก เสาร์ 5 หลวงพ่อสาคร วัดหนองกรับ  ปี 2553 จ.ระยอง

หลวงพ่อสาคร ท่านได้ใช้เบี้ยที่มีฟันครบ 32 ชี่ ตามจำนวนที่ต้องการ พร้อมด้วย ปรอท แผ่นตะกั่ว ชันโรงใต้ดิน มาใส่พานครู พร้อมดอกไม้ธูปเทียน มาบริกรรมพระคาถา ในรอบแรก จากนั้นท่านก็นำปรอทเทลงบนฝ่ามือท่านเอง แล้วปลุกเสกเพิ่มอีกครั้ง

เบี้ยแก้รุ่นแรก หลวงพ่อสาคร วัดหนองกรับ ระยอง

เบี้ยแก้รุ่นแรก เสาร์ 5 หลวงพ่อสาคร วัดหนองกรับ ปี 2553

ท่านได้หยิบเบี้ย หันปลายข้างเข้าหาอุ้งมือ ได้ระดับเสมอกัน พร้อมบริกรรมพระคาถาไปด้วย ปรอทวิ่งจากฝ่ามือเข้าไปอยู่ในตัวเบี้ยแล้ว ท่านใช้ชันโรงปิดปากเบี้ย เพื่อมิให้ปรอทไหลออกมา ในระหว่างทำการปิดชันโรงนั้น ท่านจะกำกับพระคาถาไปด้วย

เมื่ออุดชันโรงเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็นำไปหุ้มแผ่นตะกั่ว ท่านจะลงอักขระเลขยันต์ บนแผ่นตะกั่วที่หุ้มเบี้ย

หลวงพ่อสาคร ท่านได้นำเบี้ยแก้ทั้งหมด มาปลุกเสกอีกครั้ง เสกจนเบี้ยแก้คลานเหมือนหอย จนท่านมั่นใจว่า ใช้ได้จริงๆ แล้วจึงนำให้ลูกศิษย์ได้บูชาติดตัว

เบี้ยแก้รุ่นแรก พิธีเสาร์ 5 เสกจนดิ้นได้ ปี 2553 หลวงพ่อสาคร มีพุทธคุณมากมาย ครอบคลุมทุกด้านอาทิ :

  • ป้องกันอัตวิบากกรรม แก้ภาพหลอน จิตหลอน ภาพอุปทาน แก้อำนาจภูติผีปีศาจ อาถรรพณ์เวททำ ให้มัวเมาขลาดกลัว ขนพองสยองเกล้า แก้คุณไสย คุณผี คุณคนทั้งปวงอุบาทวเหตุ อุบาทวภัยทั้งปวง มัวเมายาพิษ ยาสั่งทั้งหลาย ป้องกันคุณไสยกันการถูกกระทำย่ำยี ไข้ผีป่า ผีโป่ง ผีปอบ ต้องกระทำจากภูติผี ผีพราย ผีตายโหง ผีกองกอยวิกลจริต จิตวิกลวิกาล อุปทานวิกล เหมือนผีเข้าสิงสู่
  • ให้อธิษฐานทำน้ำมนต์ เอาดอกพุทธรักษา ดอกเข็มแดงหลากสี ตั้งขันธูปเทียน ( ขันธ์ห้า ) ข้าวตอก แก้บาทวพิษ บาดทะยัก อัมพาด แก้ฝีมะเร็ง ฝีคุณ ฝีหัวพิษ ฝีหัวกาฬ  ให้กินและผสมน้ำอาบ ( ตั้งจิตหน่วงลงใน พระรัตนตรัย ให้ผลดีมาก )
  • เมื่อเข้าศึกสงคราม ให้เอาเบี้ยแก้ ไว้ด้านหน้า
  • ถ้าจะหนีจากสารพัดสัตรูรุกไล่ ให้เอาเบี้ยแก้ ไว้ด้านหลัง
  • เมื่อจะเข้าหาเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ เจ้าขุนมูลนาย ให้เอาเบี้ยแก้ ไว้ด้านข้างขวา
  • เมื่อจะเข้าหาหญิง หานางพญา ให้เอาเบี้ยแก้ ไว้ด้าข้างซ้าย

สารพัดศาสตรามิต้องข้างกายเลย ดุจฝนแสนห่า ข้าวปลาอาหารเป็นพิษ คางแข็ง เคี้ยวไม่กลืน

คาถาบูชา

ตั้ง นะโม  3 จบ

อสสะติ   ธนูเจวะ   สัพเพเต  อาวุธานิจะ   ภัคคะ  ภัคคาวิจุนนามิ   โลมังมาเม  นะผุสสันติ  ( 3 จบ )

เบี้ยแก้ จักรพรรดิ แห่งเครื่องราง

เบี้ยแก้ นั้นได้รับยกย่องว่าเป็นจักรพรรดิ แห่งเครื่องราง เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นและทำไมวงการเครื่องรางถึงไม่ยกย่องเครื่องรางอื่นๆ ขื้นมาเป็นจักรพรรดิของเครื่องรางบ้างเล่า? หลายฅนอาจเกิดคำถามชึ่งเรื่องนี้ขอเรียนว่า วงการเครื่องรางนั้นใหญ่มาก หรือก็คือเครื่องรางในเมืองไทยนั้นมีมากมาย หลากหลายชนิดหลายประเภท และเครื่องรางแต่ละชิ้นนั้นล้วนมีคุณค่าน่าสะสมทั้งสิ้น  โดยวงการนักสะสมก็ยกย่องตะกรุดเป็นอันมาก  เหตุเพราะว่า ตะกรุดมีความสวยงาม มีเสน่ห์น่าค้นหา น่าศึกษาประวัติความเป็นมาและประวัติของท่านผู้สร้างชึ่งล้วนเป็นพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงคุณหรือไม่ก็เป็นจอมขมังเวทแห่งแผ่นดินชึ่งหาตัวจับยาก  แต่ทว่าตะกรุดนั้นเป็นเครื่องรางที่มีความเด่นเฉพาะทางเฉพาะสายวิชาคือ  สายคงกระพัน  สายมหาอุด  สายเมตตา  เป็นต้น

เบี้ยแก้จักรพรรดิ

ส่วนเบี้ยแก้เป็นเครื่องรางที่มีความครบเครื่องในตัวเอง เริ่มจากตัวหอยเบี้ยที่มีประวัติความเป็นมายาวนานและมีตำนานเกี่ยวกับเทพีแห่งโชคลาภนามพระแม่ลักษมี  ชายาแห่งพระนารายณ์  หนึ่งในสามมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ประการหนึ่ง  เบี้ยจั่นเคยเป็นเงินตรามีคุณค่าในตัวเอง  ในสมัยโบราณเคยใช้แลกเปลี่ยนชื้อขายสินค้าได้อย่างถูกต้องตามกฏหมาย และอีกประการหนึ่งนั้น   เบี้ยจั่นเป็นเครื่องรางโดยกำเนิด  ด้วยความเชื่อว่า เบี้ยจั่นเป็นสมบัติของพระแม่ลักษมีย่อมมีอำนาจวิเศษในตัวของมันเอง และเบี้ยจั่นก็ถูกนำมาสร้างเป็นเครื่องรางด้วยความพิถีพิถันสวยงามพร้อมศิลปะ และสร้างด้วยมวลสารที่มีอานุภาพในตัวเองคือปรอท  ที่สำคัญอานุภาพของเบี้ยแก้นั้นครบเครื่องครอบจักรวาลจริงๆ  คือเด่นไปทุกเรื่อง  คนโบราณจึงมีเบี้ยแก้ติดตัวอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะเดินทางไปไกลหรือใกล้  เพราะช่วยป้องกันอันตรายนาๆประการได้  ไม่ว่าจะเกิดจากสัตว์หรือผี และการกระทำย่ำยี  รวมถึงป้องกันอาวุธนาๆชนิดได้อย่างอัศจรรย์ยิ่งนัก  ชึ่งจะเล่าต่อไปในตอนประสบการณ์ปาฏิหาริย์

เบี้ยแก้เป็นเครื่องรางที่มีประวัติการสร้างยาวนาน  หากจะเครื่องรางประวัติการสร้างกับเครื่องรางชนิดอื่นๆ  ชึ่งก็พอจะเทียบเคียงได้กับตะกรุดที่มีประวัติการสร้างยาวนานพอๆกัน  แต่ทว่าเบี้ยแก้กลับมีเสน่ห์ดึงดูดความสนใจของผู้คนได้มากกว่าตะกรุด และเครื่องรางชนิดอื่นๆ  ชึ่งอาจเป็นเพราะรูปทรงของเปลือกหอยภควจั่นหรือเบี้ยจั่นที่มีขนาดพอเหมาะสำหรับการห้อยหรือพกพา และมีความเด่นสวยงามยิ่งเมื่อเบี้ยแก้ถูกถักด้วยเชือกปอเส้นเล็กๆ  ที่ถักอย่างละเอียดประณีต และลงรักปิดทอง ยิ่งทำให้เบี้ยแก้มีความงดงามจับตาจับใจขื้นมาในทันที อีกทั้งหากเป็นเบี้ยแก้ที่สร้างขื้นโดยพระเกจิอาจารย์ผู้เรืองวิทยาคมด้วยแล้ว  มูลค่าของเบี้ยแก้ยิ่งสูงลิ่วขื้นไปอีก เพราะผู้คนต่างก็ต้องการได้มาครอบครองบูชา  หากใครมีไว้ครอบครองก็หวงแหนไม่อยากนำออกมาอวดสายตาเซียนเครื่องรางเพราะกลัวถูกตามตื้อขอเช่าต่อ

ชึ่งประวัติความเป็นมาของเบี้ยแก้นั้นเกิดขื้นในยุคที่พราหมณ์รุ่งเรือง  เบี้ยถูกนำมาใช้ในพิธีกรรมต่างๆ มากมาย  สันนิษฐานว่า  เบี้ยแก้ตัวแรกของโลกก็น่าจะมาจากชมพูทวีปหรืออินเดียในปัจจุบัน  และถูกนำเข้ามาในแผ่นดินสุวรรณภูมิเมื่อสองพันกว่าปีก่อนโดยคณะพราหมณ์ที่ร่วมเดินทางมากับเรือสินค้า  แม้ว่าเบี้ยแก้ในยุคโบราณจะไม่มีการฝังปรอท และถักเชือกสวยงามเหมือนอย่างในปัจจุบันก็ตาม  แต่เบี้ยแก้ก็ดำรงคงอยู่ในสถานะของวิเศษแห่งพระผู้เป็นเจ้าเสมอมา  แต่เรียกขานกันในนาม  ”  ภควจั่น หรือ เสมาภควจั่น  ” ยังไม่ได้ถูกขนานนามว่า เบี้ยแก้เหมือนปัจจุบันนี้

เบี้ยแก้ จักรพรรดิแห่งเครื่องราง

จากการค้นคว้าข้อมูลความเป็นมาของเบี้ยแก้ก็พบว่าเหตุผลที่ถูกเรียกว่า เบี้ยแก้  ก็เพราะว่าในสมัยโบราณผู้คนนิยมใช้เบี้ยในการแก้บน  ชึ่งหมายถึงการนำเอาเบี้ยหอยมาเป็นเครื่องสังเวยบูชาเทวดา หรือ เทพเจ้าที่ผู้คนให้ความเคารพศรัทธา และได้บนบานศาลกล่าวเอาไว้ว่า  ขอให้สิ่งที่ตนปรารถณาสำเร็จแล้วจะนำเอาเบี้ยมากองที่ศาลเทพารักษ์ หรือเทวาลัยเพื่อการบูชา  ดั่งตัวอย่างในเสภาขุนช้างขุนแผนที่กล่างเอาไว้ว่า ตอนนางเทพทองจะคลอดขุนช้าง

” ท้องลดทศมาศลูกถีบยัน    พอใกล้ฤกษ์ยามนั้นเจ็บหนักไป

บิดตัวเรียกผัวหาพ่อแม่          ร้องเปื้อนเชือนแชไม่ส่ำได้

ฝ่ายผัวพ่อแม่แลข้าไท            วิ่งวุ้นครุ่นไปที่บนเรือน

บ้างก็เสกมงคลปรายข้าวสาร            เอาเบี้ยบนลนลานเหน็บฝาเกลื่อน  ”

คำว่า  เอาเบี้ยบนลนลานเหน็บฝาเกลื่อน   หมายถึง  ผู้คนในยุคนั้นนับถือว่าเบี้ยคือเงินตรา  การ เอาเบี้ยมาบนก็หมายถึงการติดสินบนเทวดาให้ช่วยเหลือเด็กที่กำลังจะคลอดให้ปลอดภัยนั่นเอง

ความเชื่อเรื่องเบี้ยนี้ในจารึกของสุโขทัยก็ได้กล่าวถึงเบี้ยในลักษณะ   ” พนมเบี้ย  พนมหมาก   ”   หมายถึงชาวบ้านร้านตลาดนำเอาหมาก นำเอาเบี้ยมากองจนสูงเป็นภูเขา   เพราะคำว่า พนมนั้น หมายถึง ภูเขานั่นเอง และเมื่อเบี้ยถูกนำมาสร้างเป็นเครื่องรางโดยการกรอกปรอทเข้าไป  แล้วห่อหุ้มด้วยยันต์ตะกั่ว  ถักเชือกลงรักปิดทอง  นามเรียกขานก็เปลี่ยนมาเป็น เบี้ยแก้ และเบี้ยแก้กันมาจนถึงทุกวันนี้  แต่มิได้หมายถึงการแก้บนอีกต่อไป  ตรงกันข้ามความหมายของเบี้ยแก้กลับกลายเป็น  ” แก้ร้ายให้กลายเป็นดี  ” เพราะสรรพคุณของ เบี้ยแก้นั้นช่วยป้องกันอันตรายในยามคับขัน  ชึ่งอาจถึงแก่ชีวิตให้กลับกลายเป็น แคล้วคลาด  อยู่รอดปลอดภัย  ไม่ตายโหง  และช่วยป้องกันภูตผีปีศาจร้าย  คุณไสยมนตร์ดำ  การกระทำย่ำยีจากอวิชชา หรือ ศัตรูที่พึ่งพาอาศัยหมอผีให้ทำพิธีปล่อยของเข้าสู่ตน  แต่เมื่อเจอเบี้ยแก้  คุณไสยนั้นก็สะท้อนกลับไปยังเจ้าของที่กระทำมา  เบี้ยแก้จึงได้รับการยอมรับนับถือจากผู้คนทั่วสารทิศ

จากประสบการณ์ที่เคยเห็นเห็นความวิเศษของเบี้ยแก้มาแล้วหลายครั้ง และยอมรับว่าเบี้ยแก้นั้นไม่ใช่เครื่องรางกระจอกแต่อย่างใด  ตรงกันข้ามเบี้ยแก้มีอานุภาพครอบจักรวาลจริงๆ ทั้งในเรื่องแคล้งคลาด  คงกระพัน  ป้องกันคุณไสย  ป้องกันยาสั่ง  ป้องกันผี  ช่วยถอดถอนพิษงู หรือ พิษของแมลงบางชนิด  ช่วยแก้ฝีกัดหนอง และอาราธนารักษาอาการเจ็บป่วยได้อย่างอัศจรรย์  อีกทั้งกันปลิงกันทากได้อย่างดี  แม้กระทั่งงูพิษก็ไม่กล้าเข้าใกล้  แต่ต้องเป็นเบี้ยแก้ของแท้  ที่สร้างโดยพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงคุณวิเศษเท่านั้น  เพราะการสร้างเบี้ยแก้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ  อย่างที่หลายๆคนคิด

ถึงตอนนี้ท่านผู้อ่านคงจะพอเข้าใจแล้วว่า เพราะเหตุใดเบี้ยแก้ จึงได้รับขนานนามว่าเป็น จักรพรรดิ แห่งเครื่องราง  บรรดานักเลงอาคมหรือจอมขมังเวทในอดีตที่ผ่านมาต่างก็ยอมรับนับถือคุณวิเศษของเบี้ยแก้และมีเบี้ยแก้พกติดตัวกันทุกคน  ไม่ว่าจะเป็นเสือร้าย  นักเลง  ตำรวจ  ทหารในยุคก่อนต่างก็แสวงหาเบี้ยแก้มาบูชากันทุกคน และเบี้ยแก้ก็เคยสร้างชื่อให้ต่างชาติได้เห็นเป็นบุญตามาแล้ว  จึงไม่กล้าตอแย หรือพูดจาดูถูกทหารไทย เช่น ในสงครามเวียดนามและลาว  ที่ทหารไทยไปรบและสร้างวีรกรรมเอาไว้เป็นที่เล่าขานกันมาไม่รู้จบสิ้นทหารอเมริกันที่ว่าแน่ๆ  ยังต้องวิ่งหลบหนีตายเมื่อโดนถล่มจากข้าศึก  มีแต่ทหารไทยเท่านั้นที่วิ่งเข้าหาข้าศึก  โดนยิงล้มพอหายจุกก็ลุกขื้นวิ่งไล่ยิงใส่ข้าศึกจนหนีกันกระเจิง  แม้แต่ทหารเวียดนามเหนือที่ว่าโหดสุดๆ  ก็ยังขยาดทหารไทย  ถึงกับมีใบแจ้งเตือนทหารของตนว่า ให้สังกัดดูดีๆ  ว่าปะทะกับทหารชาติไหน  ถ้าเป็นอเมริกันจะใช้ปืนใหญ่ยิงสนับสนุนต่อเนื่องและมีเครื่องบินมาทิ้งระเบิดปูพรมช้ำ  ส่วนทหารลาวยิงแล้วหยุดเป็นระยะๆ  แต่ถ้าพบเจอทหารที่งิ่งเข้าใส่ และยิงอย่างต่อเนื่องไม่กลัวตาย  ไม่มีปืนใหญ่ยิงสนับสนุน  ถูกยิงแล้วยังลุกขื้นวิ่งเข้าหาอย่างต่อเนื่องก็ให้ระวังเอาไว้ให้ดี  เพราะนั่นคือทหารไทยที่เล่าลือกันว่า เป็นทหารผี  ก็เพราะทหารไทยมีของดีติดตัวไปรบทุกคนและหนึ่งในนั้นก็คือเบี้ยแก้ที่ช่วยทหารไทยเอาไว้มากมาย

พระครูปลัดวินัย อุตฺตโม เจ้าอาวาสวัดเวฬุวัน จ.ปทุมธานี
ในอดีตทหารไทย ที่ไปรบในสงครามลับที่ลาวและได้รับการบอกเล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์ของเครื่องรางไทยที่สร้างประสบการณ์ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลกมาแล้ว  ไม่ว่าจะเป็นทหารฝ่ายศัตรู และทหารร่วมรบอย่างอเมริกัน  ในช่วงสงครามเวียดนาม-ลาว  ทหารอเมริกันที่เข้ามาพักผ่อนในไทยถึงกับลงทุนไปกราบฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของพระเกจิอาจารย์ในยุคนั้นมากมาย  เพราะความเชื่อมั่นศรัทธาสุดหัวใจ  และแสวงหาเครื่องรางเพื่อพกติดตัวไปสู่สนามรบตามอย่างทหารไทยด้วยเช่นกัน

เบี้ยแก้จึงเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติ และเป็นที่นิยมแสวงหาอย่างมาก  โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ราคาเบี้ยแก้เก่าสภาพดีราคาทะลุหลักแสน  สำหรับเบี้ยแก้ยอดนิยมได้แก่  เบี้ยแก้ของหลวงปู่รอด วัดนายโรง  เบี้ยแก้หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว  แต่ในวงการ เบี้ยแก้ยังมีเบี้ยแก้คุณภาพดีและมีประสบการณ์มากมายอีกหลายสำนัก ชึ่งจะได้นำมาเสนอในบทเบญจภาคีเบี้ยแก้  แต่ตอนนี้มาคุยเรื่อง ขั้นตอนการสร้างเบี้ยแก้กันก่อนว่า  ครูอาจารย์ในยุคเก่านั้น ท่านสร้างเบี้ยแก้อย่างไรถึงสวยงามและเข้มขลังด้วยอำนาจพระพุทธคุณครอบจักรวาล

ขั้นตอนการสร้างเบี้ยแก้

สิ่งแรกสำหรับการสร้างเบี้ยแก้ก็คือขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบสำหรับสร้างเบี้ย  ชึ่งต้องเตรียมการดังนี้ :

1 . แสวงหาเบี้ยหอยจั่น หรือ เปลือกหอยทะเลที่มีลักษณะดีคือมีลายสวยงามและมีขนาดพอเหมาะพอดี  คือท้องหอยมีขนาดใหญ่พอประมาณและมีความลึก  มีพื้นที่ของท้องหอยมากพอสำหรับกรอกปรอทเข้าไป และจะต้องมีฟันเรียงซี่สวยงาม  ไม่แตกหัก  ไม่บิ่น และมีฟันเรียงกันนับได้ 32 ซี่พอดีชึ่งเป็นอาการ 32 ของมนุษย์ เพื่อเป็นเคล็ดว่าเมื่อสร้างเป็นเบี้ยแก้แล้ว  เบี้ยตัวนั้นจะมีชีวิตมีจิตวิญญาณ และเมื่อใครก็ตามที่นำเบี้ยแก้ไปใช้ก็เท่ากับว่า เบี้ยแก้ตัวนั้นช่วยให้ผู้ครอบครองมีอายุยืนยาวนานตามอุปเทห์ที่กำหนด

2 . ปรอทในสมัยโบราณจะใช้วิธีทางไสยศาสตร์ในการดักจับปรอทอาคม  แต่ในปัจจุบันนี้ปรอทเป็นสิ่งที่หาได้ทั่วไปไม่ยุ่งยาก

3. ชันโรงใต้ดิน  ใช้สำหรับอุดใต้ท้องเบี้ย  โดยหลังจากกรอกปรอทแล้วจะต้องรีบเอาชันโรงที่เตรียมไว้มายาอุดให้ทั่วบริเวณปากที่ท้องหอยก่อนที่จะใช้แผ่นยันต์ตะกั่วหุ้มตัวหอยอีกชั้น  ซึ่งชันโรงนั้นคือรังของแมลงชนดหนึ่งซึ่งมีขนาดเล็กมากๆ  ชอบทำรังตามโคนไม้โพธิ์  ไม้มะเดื่อ  ไม้ยาง หรือ ไม้อื่นๆ  ที่มียางซึมออกมาจากลำต้น  และชอบทำรังในป่าช้า  เช่นโกดังเก็บศพ และบริเวณศาลพระภูมิร้างหรือซากปรักหักพัง  นอกจากนี้ยังพบว่า ชันโรงทำรังอยู่ใต้ดินเช่นกัน  ตังแมลงชันโรงนี้มีสีดำลักษณะคล้ายมดดำหรือผึ้ง  บินได้  เป็นแมลงประจำถิ่นในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย  ทางเหนือจะเรียกว่าขี้ย้า  ภาคกลางจะเรียกว่าชันโรง  ภาคตะวันตกเรียกว่าตุ้งติ้ง  ภาคอิสานเรียกว่าขี้สูด  ภาคใต้เรียกว่าแมงอุง

ชันโรง เป็นแมลงที่ไม่มีพิษไม่มีภัยต่อระบบนิเวศ  ตรงกันข้ามกลับสร้างประโยชน์ให้กับสวนผลไม้อย่างมหาศาลด้วยการช่วยผสมพันธุ์   ในทางไสยศาสตร์นิยมใช้ชันโรงเป็นตัวช่วยในการสร้างวัตถุมงคล  แต่ปัจจุบันมีการเพาะเลี้ยงชันโรงอย่างเป็นระบบ  ชันโรงจึงหาง่ายกว่าสมัยก่อนมาก  และส่วนที่เป็นประโยชน์ก็คือรังของชันโรงที่มีลักษณะนุ่มเหนียวเมื่อแห้งจะแข็งใช้อุดรอยรั่วซึมได้อย่างดี

4. แผ่นตะกั่วสำหรับลงยันต์เพื่อห่อหุ้มเบี้ยแก้

5. ด้ายปอซึ่งเป็นด้ายสาวพรหมจรรย์  ( หมายถึงด้ายปอที่ฟั่นด้วยมือของหญิงพรหมจรรย์  ) เท่านั้น  ใช้สำหรับถักหุ้มตัวเบี้ยแก้

6. ลวดทองแดง ใช้ขดม้วนหัวท้ายเพื่อถักรวมไปกับตัวเบี้ยสำหรับร้อยเชือกคาดเอว

7. ผ้าแดงสำหรับลงยันต์ปิดท้องเบี้ย  โดยใช้ปิดทับชันโรงที่ยาอุดท้องเบี้ยไว้ก่อนที่จะหุ้มแผ่นตะกั่วลงยันต์

8. รัก สำหรับทาเคลือบเบี้ยแก้ให้เงางาม และแข็งแกร่งคงทน

เมื่อเตรียมวัตถุต่างๆ ได้แล้วก็เป็นการสร้างเบี้ยแก้  โดยทำตามขั้นตอนดังนี้ :

1. เตรียมเบี้ยจั่นใส่ถาดพร้อมดอกไม้ธูปเทียน  ปรอท  ชันโรง  แผ่นตะกั่ว  ผ้าแดง  เพื่อทำพิธีไหว้ครู และ เชิญชุมนุมเทวดา

2. อุดชันโรงที่หัวและท้ายเบี้ยพอให้มีเนื้อที่เหลือสำหรับกรอกปรอทซึ่งวิธีการนี้เรียกว่า ” เสี้ยมหัวเบี้ย ”

3. ปลุกเสกปรอทที่ยังอยู่ในสภาพของเหลวให้จับตัวเป็นก้อน แต่มีความนุ่มพอที่จะกรอกลงไปในตัวเบี้ยได้

4. นำชันโรงมาอุดปิดปากเบี้ยในส่วนที่เหลือให้เป็นเนื้อเดียวกันแล้วใช้ตอกหรือสันมีดบางๆ ปาดให้เรียบเป็นแนวตรงเสมอกัน

5. เขียนยันต์ลงผ้าแดงแล้วตัดให้พอดีกับท้องเบี้ย  ปลุกเสกจนขึ้นแล้วนำเอามาปิดทับโดยให้มีขนาดพอดีกับความกว้างของท้องเบี้ย

6. ลงยันต์บนแผ่นตะกั่วแล้งนำเอามาหุ้มให้รอบตัวเบี้ย  โดยหุ้มจากหลังเบี้ยให้ปลายทั้ง 4 ด้านของแผ่นตะกั่วมาพับรวมเป็นระเบียบที่ท้องเบี้ย  แล้วใช้มือปาดกดหรือรูดให้เนื้อตะกั่วเรียบสนิทแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน

7. ถักหุ้มเบี้ยด้วยด้ายปอ  โดยใช้เข็มเย็บผ้าขนาดใหญ่พอประมาณ  ถักให้เกิดเป็นลายละเอียดถี่เพื่อให้เกิดความแน่นหนา  ซึ่งการถักลายหุ้มเบี้ยขึ้นอยู่กับอารมณ์และฝีมือช่างว่าจะถักให้ออกมาเป็นรูปแบบใด เช่น ลายจระเข้ขบฟัน  ลายหัวธนู  ลายมังกรพันหลัก  และถ้าสำนักที่สร้างมีความพิถีพิถันกับการถักก็มักจะถักช้ำเป็น 2 ชั้น เพื่อให้เกิดความหนาและมั่นคงแข็งแรง  อีกทั้งช่วยส่งเสริมให้เบี้ยตัวนั้นๆ มีความสวยงามมากยิ่งขึ้นไปอีก

8. นำเบี้ยที่ถักหุ้มเรียบร้อยแล้วมาจุ่มรัก  ซึ่งในขั้นตอนนี้หากสำนักนั้นๆ มีผงวิเศษที่สร้างขึ้นตามตำรับที่เรียนมาก็มักจะคลุกผงวิเศษลงไปด้วย  ซึ่งผงวิเศษนี้คือ ผงพระพุทธคุณ หรือ ผงคุณพระตามแต่จะเรียก  ซึ่งจะเรียกว่าผงวิเศษก็ไม่ผิด   ผงปถมัง  ผงอิธะเจ หรือ อิธิเจ  ผงตรีนิสิงเห  ผงมหาราช  เป็นต้น  เมื่อจุ่มรักแล้วก็นำเอาเบี้ยไปผึ่งในที่แห้ง ที่ไม่มีลมพัดผ่าน และไม่มีแสงแดดเข้าไปส่องโดยตัวเบี้ย  คือเอาไปผึ่งในห้องปิด  เพื่อให้รักแห้งไปเอง  วิธีการนี้จะไม่ทำให้เนื้อรักย่นเป็นหนังช้าง แต่จะเรียบตึงสวยงามน่าดูน่าชมยิ่งนัก  เพราะคุณสมบัติของรักเป็นยางที่มีพิษ  ไอระเหยของสารพิษในรักจะทำให้แสบตา และระคายเคือง  ถ้านำรักไปตากแดดก็ยิ่งทำให้รักนั้นเหลวเละไม่เป็นเนื้อเดียวกัน  เพราะแสงแดดมีความร้อนทำให้รักละลาย

9. เมื่อเบี้ยที่จุ่มรักแห้งสนิทเป็นมันเงาดีแล้ว  ก็นำทองคำเปลวมาปิดบนหลังเบี้ย  บางสำนักมีการลงยันต์กำกับบนหลังเบี้ยหรือท้องเบี้ยก่อนที่จะปิดทอง  ซึ่งในสมัยก่อนนั้นยังไม่มีหมึกสำหรับเขียนยันต์ก็จะใช้ดินสอดำ หรือ เหล็กจารจารลงบนหลังเบี้ยให้เกิดเป็นรอยยันต์  ซึ่งจะเป็นยันต์อะไรก็ขึ้นอยู่กับตำรับของสำนักนั้นๆ  แต่โดยส่วนใหญ่แล้งจะลงด้วยยันต์เฑาะมหาวิเศษ หรือ เฑาะครอบจักรวาล  เฑาะโสฬสมงคล

10. เมื่อทุกขั้นตอนสำเร็จดีแล้วจึงนำเอาเบี้ยแก้ไปปลุกเสกเดี่ยวในพระอุโบสถตามกำนดเวลาของแต่ละสำนัก  หลังจากนั้นจึงนำมาเข้าพิธีมหาพุทธาภิเษกอีกครั้งก่อนจะแจกจ่ายให้ประชาชน หรือ ลูกศิษย์นำไปบูชา.

ความรู้เพิ่มเติม :

บางสำนักจะใช้ลวดทองแดงนำมาฟั่นหัวท้ายตรงกลางเป็นแกนตรงให้มีขนาดยาวพอดีตัวเบี้ย  แล้วกดลงตรงแนวของชันโรงที่อุดท้องเบี้ยก่อนจะปิดผ้าแดง และแผ่นตะกั่วเพื่อใช้เป็นตัวร้อยเชือกคาดเอว หรือ ห้อยคอ และบางสำนักเมื่อปลุกเสกแล้วจะนำเอาเบี้ยไปโยนลงบ่อน้ำในวัด หรือท่าน้ำหน้าวัดเพื่อปล่อยเบี้ย แล้วใช้พลังจิตเรียกให้กลับมา  หากเบี้ยตัวใดลอยกลับมาหาก็เป็นอันว่าเบี้ยตัวนั้นวิเศษจริง จึงจะนำไปแจกจ่ายให้ ลูกศิษย์ต่อไป.

พิธีอธิษฐานจิตปลุกเสก”เบี้ยแก้”โดยท่านเจ้าอาวาสพระครูปลัดวันัย อุตฺตโม