พระกริ่งธรรมมิกราช เนื้อนวโลหะ หล่อโบราณ รุ่น เศรษฐีนางพญา วัดนางพญา ปี 55

พระกริ่งธรรมมิกราช เนื้อนวโลหะ หล่อโบราณ รุ่น เศรษฐีนางพญา วัดนางพญา ปี 55 พิษณุโลก

พระกริ่งธรรมมิกราช เนื้อนวโลหะ หล่อโบราณ รุ่น “เศรษฐีนางพญา” วัดนางพญา ปี 55

พิธิเทวาภิเษก – พุทธาภิเษกใหญ่ ณ อุโบสถวัดนางพญา ในวันพุธ ที่ 5 กันยายน ปี พ.ศ. 2555 จ.พิษณุโลก และ ในวันจันทร์ ที่ 11 กุมภาพัน ปี พ.ศ. 2556 ณ มณฑลอุโบสถวัดนางพญา จ.พิษณุโลก.

พระกริ่งธรรมมิกราช เนื้อนวโลหะ หล่อโบราณ รุ่น เศรษฐีนางพญา วัดนางพญา ปี 55

พระกริ่งธรรมมิกราช เนื้อนวโลหะ หล่อโบราณ รุ่น เศรษฐีนางพญา วัดนางพญา ปี 55

พระกริ่งธรรมมิกราช เนื้อนวโลหะ หล่อโบราณ รุ่น เศรษฐีนางพญา วัดนางพญา ปี 55

พระกริ่งธรรมมิกราช เนื้อนวโลหะ หล่อโบราณ รุ่น เศรษฐีนางพญา วัดนางพญา ปี 55

พระกริ่งธรรมมิกราช เนื้อนวโลหะ หล่อโบราณ รุ่น เศรษฐีนางพญา วัดนางพญา ปี 55

 

พระกริ่งธรรมมิกราช เนื้อนวโลหะ หล่อโบราณ รุ่น เศรษฐีนางพญา วัดนางพญา ปี 55

พิธีเททองหล่อนำฤกษ์ ณ มณฑลวัดนางพญา จ.พิษณุโลกวันพุธที่ 5 กันยายน ปี 55

พระเกจิที่เข้าร่วมอธิษฐานจิตปลุกเสกคุมธาตุ เททองปฐมฤกษ์ :

1.หลวงพ่อรวย วัดตะโก อยุธยา

.หลวงพ่อเพิ่ม วัดป้อมแก้ว อยุธยา

3.หลวงพ่อชุบ วัดนางพญา พิษณุโลก

.หลวงพ่อพิทยา วัดหนองดง พิจิตร

พิธิเทวาภิเษก – พุทธาภิเษกใหญ่ ในวันจันทร์ ที่ 11 กุมภาพัน ปี พ.ศ. 2556 ณ มณฑลอุโบสถวัดนางพญา จ.พิษณุโลก

พิธีเทวาภิเษก - พุทธาภิเษกใหญ่ ณ อุโบสถวัดนางพญา ในวันพุธ ที่ 5 กันยายน ปี พ.ศ. 2555 จ.พิษณุโลก

พิธีเทวาภิเษก - พุทธาภิเษกใหญ่ ณ อุโบสถวัดนางพญา ในวันพุธ ที่ 5 กันยายน ปี พ.ศ. 2555 จ.พิษณุโลก

พิธีเทวาภิเษก - พุทธาภิเษกใหญ่ ณ อุโบสถวัดนางพญา ในวันพุธ ที่ 5 กันยายน ปี พ.ศ. 2555 จ.พิษณุโลก

1.หลวงพ่อรวย วัดตะโก อยุธยา

2.หลวงพ่อเพิ่ม วัดป้อมแก้ว

3.หลวงพ่อพูน วัดบ้านแพน

4.หลวงพ่อเพี้ยน วัดเกริ่นกฐิน

5.หลวงพ่อหวั่น วัดคลองคูณ

7.หลวงพ่อสะอาด วัดเขาแก้ว

8.หลวงปู่แขก วัดสุนทรประดิฐ์

9.พระอาจารย์ไพลิน วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ

10.หลวงตาละมัย วัดอรัญญิก

11.หลวงพ่อจรัญ วัดบางพลีใหญ่ใน

12.หลวงพ่อนวย วัดเสนารถ

13.หลวงพ่อวัดเพชรสมุทร

14.หลวงพ่อแย้ม วัดไร่ขิง

15.หลวงพ่อชำนาญ วัดบางกุฎีทอ

16.หลวงปู่นาม วัดน้อยชมภู่

17.หลวงพ่อพวรรณ วัดเสนานิมิตร

18.หลวงพ่อปรีชา วัดเขาอิสิสุขโต

19.ครูบาน้อย วัดศรีดอนมูล

20. หลวงพ่อเที่ยง วัดระฆัง

21.พ่อท่านตุด สำนักสงฆ์หารคอกช้าง

22.หลวงพ่อสาย วัดท่าไม้แดง

23.หลวงพ่อดวงเศรษฐี วัดหนองไผ่…ฯลฯ

พระรุ่น “เศรษฐีนางพญา” วัดนางพญา ปี 2555-56 ที่ออกรุ่นเดียวกัน :

พระรุ่น เศรษฐีนางพญา วัดนางพญา ปี 55

พระรุ่น เศรษฐีนางพญา วัดนางพญา ปี 55

พระรุ่น เศรษฐีนางพญา วัดนางพญา ปี 55

พระรุ่น เศรษฐีนางพญา วัดนางพญา ปี 55

ลูกประคำ หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว เนื้อผงจินดามณี

ลูกประคำ หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว เนื้อผงจินดามณี

ผงจินดามณีของ หลวงปู่บุญ นั้นนับว่าเป็นสุดยอดของ วัดกลางบางแก้ว เนื่องจากยาจินดามณี เป็นตำรับยาที่มีคุณวิเศษสารพัด และมีชื่อเสียงโด่งดังมาก ตำรับยานี้เป็นของตกทอดคู่มากับวัดกลางบางแก้ว ว่ากันว่า ตำรับยาฉบับนี้เป็นของสมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว แห่งกรุงศรีอยุธยา และตกทอดสู่ วัดกลางบางแก้ว.

ลูกประคำ หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว เนื้อผงจินดามณี

ตำรับยาฉบับนี้เป็นสมุดข่อย ลงทองล่องชาด กล่าวถึงกรรมวิธีการสร้างที่พิสดาร และอนุภาพอัศจรรย์ยิ่ง เท่าที่ข้อมูลได้มาคือ หลวงปู่บุญ ท่านสร้างผงยาจินดามณีไว้เพียง 2 ครั้งเท่านั้นคือ ในช่วงปี พ.ศ. 2435 และ ปี พ.ศ. 2476 ในส่วนของลูกประคำ(เม็ดประคำ)สร้างไว้ไม่มากนัก ท่านจะสร้างมอบให้เฉพาะแก่ลูกศิษย์ลูกหาที่ใกล้ชิดท่าน รวมทั้งคหบดี เจ้านายผู้หลักผู้ใหญ่ชั้นสูงที่มาอุปถัมถ์ วัดกลางบางแก้ว เหตุที่สร้างน้อยเนื่องมาจาก มวลสารที่นำมาสร้างผงยาจินดามณีนั้นหายากมาก.

ลูกประคำ หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว เนื้อผงจินดามณี

พุทธคุณลูกประคำผงจินดามณีเด่นทางด้าน เมตตามหานิยม โดยภาวนา ” นะชาลิติ ” มักจะให้โชคลาภ

ภาวนาด้วย ” พุธโท  โม  เมตตา  นะ  ไฝ่หา ” จะมีคุณวิเศษทาง เมตตามหานิยม

นอกจากนี้ยังช่วยรักษาโรคภัย กันคุณไสย ยาสั่ง เสนียดจัญไรได้ดีมาก ใครมีไว้บูชาถือเป็นบุญนำพาวาสนาส่งยิ่งนัก.

ลูกประคำ หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว เนื้อผงจินดามณี
ลูกประคำ หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว เนื้อผงจินดามณี
ลูกประคำ หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว เนื้อผงจินดามณี
ลูกประคำ หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว เนื้อผงจินดามณี
ลูกประคำ หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว เนื้อผงจินดามณี
หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว นครปฐม
สมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว สมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว

เหล็กไหลท้องปลาไหล

เหล็กไหลท้องปลาไหล

เหล็กไหลชนิดนี้ เป็นเหล็กไหลน้ำหนึ่ง ที่ไม่ยอมแข็งตัวเองในธรรมชาติ  ชอบแฝงตัวอยู่ภายในถ้ำลึกที่มีความสงบ  ราวกับว่าจำศีลบำเพ็ญเพียร  การตัดเหล็กไหลชนิดนี้ก็เหมือนกับการตัดแร่เหล็กไหลปีกแมลงทับทุกประการ  คือต้องล่อด้วยน้ำผึ้งพระจันทร์ และตัดด้วยมีดอาคม โดยจะต้องตัดเส้นไยเหล็กไหล ให้ขาดภายในสามครั้ง  มิฉะนั้นหากเกินกว่าสามครั้งอาจเป็นอันตรายจากเส้นไยของเหล็กไหลชนิดนี้ได้

เหล็กไหลท้องปลาไหลจะมีสีสันเหมือนกับ สีของท้องปลาไหลตามธรรมชาติ  จัดเป็นแร่เหล็กไหลน้ำหนึ่งที่มีความงดงาม และหาได้ยากมาก เด่นในเรื่องของการสร้างภาพมายา บางครั้งก็สร้างภาพนิมิตให้เห็นเป็นงูขนาดใหญ่  ที่มีความดุร้าย และน่ากลัวมาก  ทำให้ผู้ที่พยายามเข้าไปตัดเหล็กไหลชนิดนี้ เกิดอาการเสียสติประสาทหลอน  ด้วยเพราะพลังอำนาจในการสร้างภาพมายานิมิตของเหล็กไหลท้องปลาไหลนั่นเอง

ผู้ที่ครอบครองเหล็กไหลท้องปลาไหล จึงสามารถใช้ พลังจิตของเหล็กไหลชนิดนี้ ในการสร้างภาพมายานิมิต ให้ปรากฏขึ้นได้โดยเฉพาะหากนำเหล็กไหลท้องปลาไหล มาใช้ร่วมกับพลังอำนาจจิตสร้างภาพมายานิมิต ของการเพ่งกสิณด้วยแล้ว  จะสามารถสร้างมายานิมิตได้อย่างน่าอัศจรรย์

โคตรเหล็กไหล  เป็นแร่เหล็กไหลน้ำรอง ที่เกิดจากการแข็งตัวเองตามธรรมชาติ  งอกตัวเกาะอยู่ตามผนังถ้ำ  เสพน้ำผึ้ง อาบแสงจันทร์  เจริญเติบโตได้ราวกับสิ่งมีชีวิต.

โคตรเหล็กไหลไพรดำ ธาตุกายสิทธิ์ ของดีที่มีพลังในตัวสูง

เหล็กไหลน้ำหนึ่ง – แร่เหล็กไหลที่ไม่ยอมแข็งตัวเองใน

ธรรมชาติ 

แร่เหล็กไหล แม้ว่าจะนับเป็นสุดยอดของธาตุกายสิทธิ์ที่มีความพิเศษในตัวสูง  แต่แร่เหล็กไหลชนิดที่จัดได้ว่าดีที่สุดก็คือ เหล็กไหลประเภทน้ำหนึ่ง  อันเป็นแร่ธาตุที่ไม่ยอมแข็งตัวเองในธรรมชาติ  ต้องใช้วิชาการตัดเหล็กไหลเท่านั้นจึงจะนำเอา เหล็กไหลชนิดนี้ออกมาได้

เหล็กไหลน้ำหนึ่งเป็นเหล็กไหลที่หาได้ยากยิ่งนัก ผู้ใดหากได้เหล็กไหลชนิดนี้ เอาไว้ในครอบครอง นับว่าเป็นบุญ เพราะธาตุกายสิทธิ์ชนิดนี้สามารถดลบันดาลสิ่งต่างๆ ให้เกิดกับชีวิตของเราอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะการปกป้องคุ้มครองภัยอันตรายให้กับเรา เป็นคงกระพัน มหาอุด เป็นเมตตามหานิยม อีกทั้งยังสามารถรักษาโรคภัยที่เกิดขึ้นภายในร่างกายเราอีกด้วย

แร่เหล็กไหลที่ไม่ยอมแข็งตัวเองตามธรรมชาติ กำลังยืดตัวออกจากรังเหล็กไหล เนื่องจากต้องอาคมด้วยการตัดเย็น

แร่เหล็กไหล มีพลังงานในตัวสูง พลังเหล่านี้เป็นพลังที่มีอยู่ในมหาจักรวาล  เป็นพลังอันลึกลับที่อยู่เหนือความรู้ และวิทยาการของโลกเรา  พลังแห่งมหาจักรวาล นี้ประกอบไปด้วยกลุ่มพลังแห่งจิตของมหาจักรวาล และ พลังอันเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า  จึงสามารถป้องกัยอันตรายจากการกระทำของแม่ธาตุทั้งสี่บนโลกได้ อีกทั้งพลังอันลึกลับดังกล่าว ยังสามารถนำมาใช้รักษาโรคภัยต่างๆ ให้หายได้อย่างน่าอัศจรรย์  โดยการปรับสมดุลของธาตุภายในระบบร่างกายของเรา  เมื่อธาตุภายในร่างกายเกิดความสมดุล จึงห่างไกลโรคภัยทั้งปวง

 

เหล็กไหลน้ำหนึ่งทรงหยดน้ำ

พระรอด เนื้อเหล็กไหล หลวงพ่อหวล วัดพุทไธสวรรค์

การตัดแร่เหล็กไหลแบบร้อน และ แบบเย็น

– การตัดเย็น 

ในการตัดเหล็กไหล หากเป็นการกระทำพิธีภายในถ้ำที่รังเหล็กไหลรวมตัวกันอยู่ จะใช้วิธีการตัดด้วยเพ่งกสิณไฟ อันเป็นการตัดเหล็กไหลแบบตัดเย็น  ด้วยการใช้ขี้ผึ้งน้ำหนักราวหนึ่งบาทเพียงเล่มเดียว ในการลนแร่เหล็กไหล  แต่ทั้งนี้ผู้ที่ตัดแร่เหล็กไหล จะต้องเป็นผู้ที่มีพลังจิตสูง หรือ สำเร็จการเพ่งกสิณไฟ  จึงจะสามารถบังคับไฟจากเปลวเทียนให้มีความร้อน จนกระทั่ง แร่เหล็กไหลยอมไหลออกมาจากรังเหล็กไหล แล้วหยดตัวลงในภาชนะที่ใส่น้ำผึ้งป่าแท้เอาไว้ ( ส่วนมากมักจะใช้บาตรใส่น้ำผึ้งพระจันทร์ ). รังเหล็กไหล

การตัดเย็นนี้ หากเป็นรังเหล็กไหลขนาดใหญ่อาจได้เม็ดแร่เหล็กไหลจำนวนมากนับร้อยเม็ด  แต่ถ้าเป็นรังเหล็กไหลขนาดเล็ก ก็จะได้แร่เหล็กไหลในปริมาณน้อยลงมาตามลำดับ  แต่จะมีลักษณะที่เหมือนกันคือ เป็นเม็ดกลมคล้ายกับเม็ดของไข่มุกขนาดเล็ก

แร่เหล็กไหลที่ได้จากการตัดเย็นนี้ ถือเป็นสุดยอดของแร่เหล็กไหล เพราะนอกจากจะได้ แร่เหล็กไหลชั้นดี ประเภทเหล็กไหลน้ำหนึ่ง ที่ไม่ยอมแข็งตัวเองตามธรรมชาติแล้ว ยังผ่านการตัดด้วยวิชาอาคมขั้นสุดยอด คือ การเพ่งเทียนด้วยกสิณไฟ  ผู้ที่ตัดแร่เหล็กไหลจะต้องผ่านการฝึกการเพ่งกสิณไฟ จนกระทั่งสำเร็จกสิณไฟ ( สามารถบังคับเปลวเทียนให้เกิดความร้อนได้ตามความต้องการ )เม็ดแร่เหล็กไหลที่ได้จากการตัดเย็น จึงเป็นแร่เหล็กไหลที่ดีที่สุดในปัจจุบัน

เม็ดแร่เหล็กไหลที่ได้จากการตัดเย็น

– การตัดร้อน

รังเหล็กไหลที่บรรดาแร่เหล็กไหล ไปรวมตัวกันอยู่ ในธรรมชาตินั้นนับวันมีแต่จะหายากมากขึ้นทุกที  จนอาจกล่าวได้ว่าในปัจจุบันนี้แทบไม่มีใครเคยพบรังเหล็กไหล ในธรรมชาติอีกเลย จะมีก็แต่รังเดิมที่ครูบาอาจารย์ได้นำเอาไปเก็บรักษาไว้  ที่พอจะมีแร่เหล็กไหลน้ำหนึ่งแฝงตัวอยู่ภายในรังเหล็กประเภทนี้ เป็นรังเหล็กไหลที่ได้แยกตัวออกมาจากรังใหญ่ และได้นำรังเหล็กไหลบางส่วนออกมา  ดังนั้นเมื่อรังเหล็กไหลถูกนำออกมาจากถ้ำที่อยู่ตามธรรมชาติแล้ว  การตัดแร่เหล็กไหลจึงต้องใช้วิธี การตัดร้อน  เพราะว่ารังเหล็กไหลได้แยกตัวออกมาจากรังในธรรมชาติ ไม่สามารถใช้วิธี การตัดเย็นได้

เมื่อนำรังเหล็กไหลออกมาจากถ้ำในธรรมชาติแล้ว การที่จะลนแร่เหล็กไหลให้หยดตัวออกมา จึงต้องทำการ ตัดร้อน ด้วยการใช้ไฟที่มีความร้อนสูงมาก เช่น ไฟที่ใช้ในการตัดเหล็ก เป่าไปยังรังเหล็กไหล กำกับด้วยวิชาการตัดเหล็กไหล  หากผู้ตัดไม่มีวิชาการตัดเหล็กไหลควบคุมการใช้ไฟแล้ว  เมื่อนำไฟมาเป่าที่รังเหล็กไหล  นอกจากแร่เหล็กไหลที่แฝงตัวอยู่ภายในจะไม่ไหลออกมาจากรังแล้ว รังเหล็กไหลยังจะระเบิดตัวและแตกกระจายออกมาแทน  จนเป็นเหตุให้หลายคนที่พยายามลน แร่เหล็กไหล ด้วยวิธี การตัดร้อน ได้รับอันตรายจากการใช้ไฟเป่ารังเหล็กไหลอยู่บ่อยครั้ง

เมื่อใช้ไฟที่มีความร้อนสูง เป่าไปยังรังเหล็กไหล ที่ได้นำออกมาจากถ้ำ แลัวกำกับด้วยคาถาอาคมการตัดเหล็กไหล  รังเหล็กไหลจะไม่ระเบิดตัวออก  และแร่เหล็กไหลที่แฝงตัวอยู่ภายในก็จะเริ่มเคลื่อนตัวออกมาอย่างช้าๆ แร่เหล็กไหลที่เริ่มเคลื่อนตัวออกมานี้จะมีความร้อนสูงมาก  มากจนกระทั่งสามารถเจาะทะลุเหล็กกล้าได้เลยทีเดียว  ดังนั้นในการตัดร้อนจึงต้องหาถาดสแตนเลสอย่างหนามารองรับ แร่เหล็กไหล ที่กำลังหยดตัวออกมาจากรัง จึงจะสามารถทนต่อความร้อนของ แร่เหล็กไหลได้

การตัดเหล็กไหลแบบร้อน

แต่การตัดแร่เหล็กไหลแบบร้อนนี้ เม็ดแร่เหล็กไหลจะมีลักษณะไม่เป็นเม็ดกลม เหมือนการตัดด้วยวิธีการลนด้วยเทียนหรือการตัดเย็น เพราะเมื่อแร่เหล็กไหลหยดตัวลงมากระทบกับถาดสแตนเลส จะมีลักษณะเรียบ เป็นไปตามพื้นผิวของถาดสแตนเลสที่ได้นำมาใช้รองไว้นั่นเอง แร่เหล็กไหลที่ได้จากการตัดร้อน จึงมีลักษณะนูนด้านหนึ่ง ส่วนอีกด้านหนึ่งนั้นจะมีลักษณะเรียบแบน ไม่กลมเหมือนกับเม็ดไข่มุก  แร่เหล็กไหลประเภทนี้ก็นับว่าใช้ได้เช่นกัน จะต่างกันตรงที่วิชาในการเรียกแร่เหล็กไหล  ซึ่งการตัดเย็นถือว่าเป็นสุดยอดวิชาเหล็กไหลที่อาศัยพลังจิต และวิชาอาคมของผู้ตัด  เหล็กไหลชนิดนี้จึงเป็นสุดยอดของ เหล็กไหลน้ำหนึ่ง  ส่วนการตัดแบบร้อนนั้น ผู้ตัดไม่จำเป็นต้องสำเร็จกสิณไฟ  เพียงแค่มีพลังจิตบางส่วนและเรียนรู้วิชาการบังคับ เหล็กไหล ในระดับหนึ่งเท่านั้นก็สามารถ ตัดเหล็กไหลแบบร้อนได้แล้ว

ปิดตาเหล็กไหลยันต์ยุ่ง หลวงพ่อหวล วัดพุทไธสวรรค์

เหล็กไหล กับ การครอบครอง

ถึงแม้เหล็กไหลจะมีพลังอำนาจอันน่าอัศจรรย์ และมีหน้าที่ช่วยโลกให้พ้นภัย อันจะเกิดจากพลังทำลายล้างของมหาจักรวาลก็ตาม  แต่ด้วยแร่เหล็กไหลที่ได้เข้ามาแฝงตัวอยู่ภายในโลกนั้นมีจำนวนไม่มาก แร่เหล็กไหลบางส่วนจึงยอมมาอยู่กับมนุษย์ แต่ของแท้ของจริงนั้นย่อมต้องคู่กับคนจริงด้วยกันเท่านั้น

แร่เหล็กไหลชั้นดี ประเภทน้ำหนึ่งจึงยอมที่จะยู่กับมนุษย์ ด้วยการฝังแร่นั้นเข้าไปในร่างกาย เมื่อทำการฝังแร่เหล็กไหลลงในร่างกาย  แร่เหล็กไหลจะไม่หายไปไหน จะยอมอยู่ติดตัวมนุษย์ผู้นั้น ไปจนกว่ามนุษย์ผู้นั้นจะถึงแก่ความตาย  ธาตุกายสิทธิ์ เหล็กไหลจึงจะเดินทางออกไปจากร่างกาย  และกลับคืนไปรวมกันอยู่ในธรรมชาติดังเดิม  รอมนุษย์ผู้มีภูมิปัญญาเรื่องธาตุกายสิทธิ์ เหล็กไหลเข้าไปอันเชิญออกมา

ของจริงย่อมอยู่คู่กับคนจริง

ดังนั้น แร่เหล็กไหล ประเภทน้ำหนึ่งอันเป็น แร่เหล็กไหลชั้นดี นั้น หากไม่ได้ถูกฝังลงภายในร่างกายแล้ว  เหล็กไหลย่อมสามรถเดินทางหนีไปได้เอง การเก็บรักษาแร่เหล็กไหลจึงมีอยู่ด้วยกัน 2 วิธีคือ :

1. การเก็บรักษาภายในฝักขี้ผึ้ง ที่ทำขึ้นมาด้วยขี้ผึ้งจากรังผึ้งร้างที่สร้างขวางตะวัน อันเป็นขี้ผึ้งชนิดพิเศษ

2. การทำพิธีฝังแร่เหล็กไหลลงภายในร่างกาย ให้ร่างกายและธาตุของเราเป็นเสมือน ฝักขี้ผึ้งนั่นเอง แร่เหล็กไหลจึงจะไม่หนีไปไหน

ฝักขี้ผึ้งที่ทำจากรังผึ้งร้างสร้างขวางตะวัน

เหล็กไหลธาตุกายสิทธิ์กับปาฏิหาริย์ต่างๆ

ผู้ที่นำ แร่เหล็กไหล ไปชื้อขายตามกิเลสความโลภทางโลกนั้นจึงต้องพบกับเรื่องเดือดร้อนอยู่เสมอ เพราะว่าไม่อาจควบคุมแร่เหล็กไหลได้  บางครั้งตกลงชื้อ – ขายจ่ายเงินทองกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เหล็กไหลกลับหายไปต่อหน้าต่อตา  ซึ่งเป็นเรื่องราวการหนีของเหล็กไหล ก็มีปรากฏให้พบเห็นกันอยู่เป็นประจำ ทำให้ผู้คนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการชื้อ – ขายแร่กายสิทธิ์ชนิดนี้ได้รับความเดือดร้อน มีเรื่องราวทะเลาะเบาะแว้งระหว่างนายหน้าคนกลางด้วยกัน  หรือไม่ก็มีการหักหลังกันเองในเรื่องเงิน เรื่องค่านายหน้าต่างๆเหล่านี้เป็นต้น

จากประสบการณ์ ทำให้ได้พบว่า แร่เหล็กไหลน้ำหนึ่งชั้นดีที่สุด ซึ่งก็คือ เหล็กไหลปีกแมลงทับ นั้นไม่อาจทำการชื้อ – ขายกันได้  เมื่อถึงเวลาเหล็กไหลก็จะหนีหายไปทุกครั้ง ยกเว้นแต่จะเป็นการมอบให้กับผู้ที่มีบุญญาบารมีสูงเท่านั้น แร่เหล็กไหลจึงจะยอมอยู่ด้วย และไม่เสด็จหนีไป หรือ หากเป็นการบอกกล่าวเจตนาอันบริสุทธิ์กับเหล็กไหลชิ้นนั้นว่า จะนำทรัพย์สินเงินทองที่ได้จากการชื้อ – ขายไปทำอะไร เช่น สร้างโบสถ์  สร้างศาลา  สร้างโรงพยาบาล เป็นจำนวนเงินเท่าไร และมีเงินเหลืออีกจำนวนเงินเท่าไร ต้องมีการกล่าวให้สัจจะอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และทำตามในสิ่งที่ตนนั้นได้กล่าวให้สัจจะอธิษฐานให้ได้ทุกประการ  และเมื่อผิดสัจจะที่ได้กล่าวไว้เมื่อใด  เหล็กไหลจะลงโทษให้ได้รับความเดือดร้อนในทันที ( มีหลายคนที่เคยทำการชื้อ – ขายเหล็กไหลสำเร็จมาแล้วด้วยวิธีการนี้ )

เหล็กไหลปีกแมลงทับ

หากเป็นกรณีของการนำเหล็กไหลไปชื้อ – ขายกันตามวิธีการชื้อ – ขายแบบทางโลก ซึ่งจะนำทรัพย์สินเงินทองที่ได้จากการชื้อ – ขายธาตุกายสิทธิ์ ไปใช้จ่ายในทางโลกแล้ว  ย่อมไม่มีวันชื้อ – ขายกันได้สำเร็จ  อีกทั้งเหล็กไหลยังจะลงโทษให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเหล่านั้นได้รับความเดือดร้อนไปตามๆกันอีกด้วย เช่น เป็นหนี้สิน  หมดเนื้อหมดตัว หรือไม่ก็เป็นโรคร้ายต่างๆ ที่รักษาไม่หาย ( อย่างเช่นเรื่องราวของแม่ชีบังอร )

ผู้ที่จะครอบครองแร่เหล็กไหลได้ จึงจะต้องเป็นผู้ที่ ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ไม่นำเอาธาตุกายสิทธิ์ที่ตนมีในครอบครองใช้เบียดเบียนข่มเหงรังแกผู้อื่นให้ได้รับความเดือดร้อน  เป็นผู้มีบุญญาบารมีสูง  อีกทั้งทรัพย์สินเงินทองที่ได้จากการชื้อ – ขายธาตุกายสิทธิ์นั้นจะต้องนำไปทำบุญ ทำกุศลเป็นส่วนใหญ่ ส่วนที่เหลือจึงสามารถนำมาใช้ทางโลกได้

เหล็กไหลปีกแมลงทับสีน้ำเงินเข้ม

เหล็กไหลปีกแมลงทับสีน้ำเงินเข้ม

 

เหล็กไหลปีกแมลงทับสีน้ำเงินเข้ม สามารถเปลี่ยนสีของตัวเองได้ตามกำลังจิตของผู้ครอบครองเหล็กไหล เป็นเหล็กไหลที่หายากมาก

พระสมเด็จเนื้อเหล็กไหล

พระสมเด็จเนื้อเหล็กไหล ถูกสร้างจากแร่เหล็กไหลนานาชนิด มีสีดำมันเงาอมเขียว  พุทธคุณเด่นในด้านอยู่ยงคงกระพัน แคล้วคลาด จากภัยอันตรายทั้งปวง

 

แร่เหล็กไหลเกาะล้าน

แร่เหล็กไหล คืออะไร ?

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเราต่างได้ยินเรื่องราวของธาตุกายสิทธิ์ ” เหล็กไหล ” กันมาโดยตลอด แร่เหล็กไหลนั้น ประวัติความเป็นมาที่อยู่คู่กับสังคมไทยเรามาช้านานแล้ว ครูบาอาจารย์ผู้มีความรู้ความสามารถทางด้านเล่นแร่แปรธาตุ ต่างได้นำแร่เหล็กไหล จากธรรมชาติมาผสมสร้างเป็นวัตถุมงคลที่มีพลังอันน่าอัศจรรย์เป็นที่ประจักษ์แก่พวกเรามาทุกยุคทุกสมัย  แม้กระทั่งพระเครื่องยอดนิยม อย่างเช่น  พระสมเด็จวัดระฆังฯ  พระนางพญา  พระรอดเมืองลำพูน ก็ล้วนแล้วปรากฏว่ามี แร่เหล็กไหลผสมเป็นส่วนหนึ่งของมวลสารอยู่ด้วยทั้งสิ้น

โคตรเหล็กไหลไพรดำ ธาตุกายสิทธิ์

โคตรเหล็กไหลไพรดำ ธาตุกายสิทธิ์

ทราบหรือมั้ยว่าเรื่องราวอันน่าอัศจรรย์แร่กายสิทธิ์ เหล็กไหลที่โด่งดังไปทั่วโลกจริงๆ  แล้วมีจุดกำเนิดมาจากประเทศไทยของเรานี่เอง  จะว่าไปแล้วประเทศไทยถือว่าเป็นที่หนึ่งในด้านภูมิปัญญาความรู้ที่เกี่ยวกับเรื่องแร่กายสิทธิ์เหล็กไหลการันตีได้จากการที่ประเทศไทยมีครูบาอาจารย์ผู้ที่มีความรู้และความสามารถทางด้านแร่เหล็กไหลมากมายหลายท่าน  ไม่ว่าจะเป็นครูบาอาจารย์ที่ชำนาญทางด้านการหาเหล็กไหล  การนำเหล็กไหลไปประยุกต์ทำเป็นวัตถุมงคล  หรือแม้แต่การฝังแร่เหล็กไหลเข้าไปภายในร่างกาย อันถือเป็นสุดยอดวิชาของเหล็กไหล  ซึ่งที่กล่างถึงมาทั้งหมดนี้ ต่างก็รวมกันอยู่ที่ประเทศไทย  ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ฐานข้อมูลความรู้เรื่องแร่เหล็กไหลของคนไทยจะสมบูรณ์แบบมากที่สุดในโลก

เหล็กไหลน้ำหนึ่งที่กำลังเสพน้ำผึ้ง

อันที่จริงแร่เหล็กไหลได้เดินทางเข้ามาแฝงตัวอยู่ภายในโลกของเรานานแล้ว และด้วยคุณสมบัติอันพิเศษของแร่เหล็กไหลนี่เอง  ครูบาอาจารย์ผู้มีภูมิความรู้ต่างก็ได้นำแร่เหล็กไหลในธรรมชาติมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติ  ในขณะเดียวกันทางฝั่งบรรดามิจฉาชีพ เมื่อทราบถึงกิตติศัพท์ของเหล็กไหลก็เกิดหัวใส หยิบยกเอาเรื่องราวของแร่เหล็กไหลไปแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตัว โดยอาศัยพื้นฐานความโลภของคนเรา จัดฉากสร้างละครอิงจากโครงเรื่องจริงอันน่าอัศจรรย์ของแร่เหล็กไหล หลอกลวงผู้คนที่มีความโลถอยากรวยทางลัดให้หลงเชื่อ และก้าวเข้าสู่กระบวนการชื้อ – ขายแร่เหล็กไหลในราคาแพง เมื่อความโลภเข้าครอบงำในที่สุดแต่ละคนต่างก็พากันตกเป็นเหยื่อของพวกมิจฉาชีพไปในที่สุด

เหล็กไหลน้ำหนึ่งปีกแมลงทับในฝักขี้ผึ้ง

เหล็กไหลน้ำหนึ่งปีกแมลงทับ

การฝังแร่เหล็กไหล ธาตุกายสิทธิ์

ครูบาอาจารย์ผู้มีภูมิปัญญารู้แจ้งรู้จริงต่างก็สามารถนำเอาแร่เหล็กไหลเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆได้อธิษฐานจิตตัดแร่เหล็กไหลมาจำนวนหนึ่ง และใช้ฝังให้กับผู้ที่มีความเชื่อถือศรัทธาในแร่กายสิทธิ์ชนิดนี้  มีทั้งข้าราชการ ตำรวจ ทหาร พ่อค้า ประชาชน เรียกว่าฝังไปเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งแร่เหล็กไหลที่ได้มานั้นหมดไป  แต่ไม่เคยขายแร่เหล็กไหลแม้แต่ชิ้นเดียว  เพียงแต่ก่อนการฝังจะต้องรับสัจจะของทางสำนักและนำไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด 4 ข้อด้วยกันคือ :

1. ห้ามลบหลู่ครูบาอาจารย์ และวิชาเหล็กไหลเป็นอันขาด ( แม้ในวันข้างหน้าหากไปอญุ่สำนักอื่นแล้ว ก็จะว่ากล่าวลบหลู่ครูบาอาจารย์ ผู้ที่ฝังแร่เหล็กไหล และวิชาเหล็กไหลไม่ได้ ตราบใดที่แร่เหล็กไหลยังคงฝังอยู่ภายในร่างกายของเรา )

2. ห้ามนำวิชาเหล็กไหลไปเอารัดเอาเปรียบเบียดเบียนผู้อื่นให้ได้รับความเดือดร้อน ( ห้ามนำวิชาเหล็กไหลไปเบียดเบียนผู้อื่น เช่น ไปปล้นไปฆ่า หรือ ไปข่มเหงทำร้ายผู้อื่นเป็นอันขาด )

3. ผู้ที่ฝังแร่เหล็กไหลที่ลนมาจากรังเหล็กไหลรังเดียวกัน จะทำร้ายกันไม่ได้ ( เปรียบเสมือนเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน จะทำร้ายกันไม่ได้  ดังนั้นในพิธีการฝังแร่เหล็กไหลทุกครั้ง ผู้ที่เข้ารับการฝังแร่เหล็กไหล จึงจำเป็นต้องทำความรู้จักซึ่งกันและกันไว้ให้ดี  แลกเปลี่ยนชื่อที่อยู่กันไว้  จดบันทึกเอาไว้เป็นหลักฐาน เพื่อมอบให้กับทายาทผู้รับมรดกแร่เหล็กไหลของเราเมื่อยามที่เราตายจากโลกนี้ไป  ทายาทจะได้ทราบประวัติความเป็นมาของแร่เหล็กไหลชิ้นดังกล่าวได้อย่างถูกต้อง )

4. จะต้องเข้าร่วมพิธีไหว้ครูและการอาบน้ำเพ็ญเป็นประจำทุกปี ( เพื่อเรียกพลังอำนาจของแร่เหล็กไหลให้กลับคืนมาดังเดิม  อีกทั้งยังเป็นการได้พบปะบรรดาศิษย์ร่วมสำนักเดียวกันจะได้ทราบว่าปัจจุบันใครทำอะไรอยู่ที่ไหน เพื่อทำเป็นประวัติสืบทอดถึงชั้นลูกหลาน ว่าศิษย์ร่วมสำนักเป็นใครกันบ้าง  ชื่อสกุลอะไร เพราะข้อห้ามอันสำคัญนั้นคือ ผู้ที่ฝังแร่เหล็กไหลด้วยกัน ถือเป็นศิษย์สำนักเดียวกันจะต้องไม่ทำร้ายกันเองเป็นอันขาด

เหล็กไหลเงินยวง

รับสัจจะเพียง 4 ข้อเท่านั้น ใครมาขอให้ฝังแร่เหล็กไหลให้ และกล้าที่จะกล่าวคำรับสัจจะทั้ง 4 ข้อของสำนักและเมื่อถูกพิจารณาดูแล้วว่าเป็นคนดีไม่น่าจะไปสร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่น  ก็จะได้รับการฝังแร่เหล็กไหลให้เกือบทุกคน โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด จะเห็นได้ว่า แร่เหล็กไหลที่มีความอ้ศจรรย์นั้น ไม่ได้มีค่ามีราคาอะไร ขอเพียงมีพลังแห่งความเลื่อมใสศรัทธาในธาตุกายสิทธิ์เหล็กไหลอย่างแท้จริง เพียงเท่านี้แร่เหล็กไหลชั้นดีก็จะมาอยู่ในตัวคุณได้ โดยไม่ต้องเสียเงินเสียทองไปชื้อหาของชั้นดีมาจากที่ไหน

โคตรเหล็กไหลเจ็ดสี

แต่ของจริงก็ต้องคู่กับคนจริงเท่านั้น คนที่ยังไม่ศรัทธาอย่างแท้จริง ก็ใช่ว่าจะสามารถครอบครองแร่เหล็กไหลชั้นดีได้ ถึงแม้ว่าจะมีเงินมากมายสักเท่าไรก้มิอาจหาชื้อของวิเศษได้  เงินอาจจะชื้อได้แต่เพียงของปลอมเท่านั้น  ส่วนของแท้ของจริงต้องเอาพลังจิต และพลังแห่งความศรัทธามาแลก คนจริงจึงต้องกล้าผ่านพิธีกรรมการฝังเหล็กไหล กล้าที่จะทนความเจ็บปวดจากการใช้เหล็กอาคมเจาะทะลุเนื้อ เพื่อเอาแร่เหล็กไหลฝังลงไป หากเป็นผู้ที่ไม่มีความศรัทธาในแร่กายสิทธิ์อย่างแท้จริงแล้ว ย่อมไม่กล้าที่จะเข้าพิธีการฝังแร่เหล็กไหลอย่างแน่นอน


[ecwid widgets=”productbrowser search” default_category_id=”25649759″ minicart_layout=”MiniAttachToProductBrowser” categories_per_row=”3″ grid=”3,10″ list=”60″ table=”60″ default_product_id=”0″ category_view=”grid” search_view=”list”]

 

 

เบี้ยแก้รุ่นแรก เสาร์ 5 หลวงพ่อสาคร วัดหนองกรับ  ปี 2553 จ.ระยอง

หลวงพ่อสาคร ท่านได้ใช้เบี้ยที่มีฟันครบ 32 ชี่ ตามจำนวนที่ต้องการ พร้อมด้วย ปรอท แผ่นตะกั่ว ชันโรงใต้ดิน มาใส่พานครู พร้อมดอกไม้ธูปเทียน มาบริกรรมพระคาถา ในรอบแรก จากนั้นท่านก็นำปรอทเทลงบนฝ่ามือท่านเอง แล้วปลุกเสกเพิ่มอีกครั้ง

เบี้ยแก้รุ่นแรก หลวงพ่อสาคร วัดหนองกรับ ระยอง

เบี้ยแก้รุ่นแรก เสาร์ 5 หลวงพ่อสาคร วัดหนองกรับ ปี 2553

ท่านได้หยิบเบี้ย หันปลายข้างเข้าหาอุ้งมือ ได้ระดับเสมอกัน พร้อมบริกรรมพระคาถาไปด้วย ปรอทวิ่งจากฝ่ามือเข้าไปอยู่ในตัวเบี้ยแล้ว ท่านใช้ชันโรงปิดปากเบี้ย เพื่อมิให้ปรอทไหลออกมา ในระหว่างทำการปิดชันโรงนั้น ท่านจะกำกับพระคาถาไปด้วย

เมื่ออุดชันโรงเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็นำไปหุ้มแผ่นตะกั่ว ท่านจะลงอักขระเลขยันต์ บนแผ่นตะกั่วที่หุ้มเบี้ย

หลวงพ่อสาคร ท่านได้นำเบี้ยแก้ทั้งหมด มาปลุกเสกอีกครั้ง เสกจนเบี้ยแก้คลานเหมือนหอย จนท่านมั่นใจว่า ใช้ได้จริงๆ แล้วจึงนำให้ลูกศิษย์ได้บูชาติดตัว

เบี้ยแก้รุ่นแรก พิธีเสาร์ 5 เสกจนดิ้นได้ ปี 2553 หลวงพ่อสาคร มีพุทธคุณมากมาย ครอบคลุมทุกด้านอาทิ :

  • ป้องกันอัตวิบากกรรม แก้ภาพหลอน จิตหลอน ภาพอุปทาน แก้อำนาจภูติผีปีศาจ อาถรรพณ์เวททำ ให้มัวเมาขลาดกลัว ขนพองสยองเกล้า แก้คุณไสย คุณผี คุณคนทั้งปวงอุบาทวเหตุ อุบาทวภัยทั้งปวง มัวเมายาพิษ ยาสั่งทั้งหลาย ป้องกันคุณไสยกันการถูกกระทำย่ำยี ไข้ผีป่า ผีโป่ง ผีปอบ ต้องกระทำจากภูติผี ผีพราย ผีตายโหง ผีกองกอยวิกลจริต จิตวิกลวิกาล อุปทานวิกล เหมือนผีเข้าสิงสู่
  • ให้อธิษฐานทำน้ำมนต์ เอาดอกพุทธรักษา ดอกเข็มแดงหลากสี ตั้งขันธูปเทียน ( ขันธ์ห้า ) ข้าวตอก แก้บาทวพิษ บาดทะยัก อัมพาด แก้ฝีมะเร็ง ฝีคุณ ฝีหัวพิษ ฝีหัวกาฬ  ให้กินและผสมน้ำอาบ ( ตั้งจิตหน่วงลงใน พระรัตนตรัย ให้ผลดีมาก )
  • เมื่อเข้าศึกสงคราม ให้เอาเบี้ยแก้ ไว้ด้านหน้า
  • ถ้าจะหนีจากสารพัดสัตรูรุกไล่ ให้เอาเบี้ยแก้ ไว้ด้านหลัง
  • เมื่อจะเข้าหาเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ เจ้าขุนมูลนาย ให้เอาเบี้ยแก้ ไว้ด้านข้างขวา
  • เมื่อจะเข้าหาหญิง หานางพญา ให้เอาเบี้ยแก้ ไว้ด้าข้างซ้าย

สารพัดศาสตรามิต้องข้างกายเลย ดุจฝนแสนห่า ข้าวปลาอาหารเป็นพิษ คางแข็ง เคี้ยวไม่กลืน

คาถาบูชา

ตั้ง นะโม  3 จบ

อสสะติ   ธนูเจวะ   สัพเพเต  อาวุธานิจะ   ภัคคะ  ภัคคาวิจุนนามิ   โลมังมาเม  นะผุสสันติ  ( 3 จบ )

เบี้ยแก้ จักรพรรดิ แห่งเครื่องราง

เบี้ยแก้ นั้นได้รับยกย่องว่าเป็นจักรพรรดิ แห่งเครื่องราง เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นและทำไมวงการเครื่องรางถึงไม่ยกย่องเครื่องรางอื่นๆ ขื้นมาเป็นจักรพรรดิของเครื่องรางบ้างเล่า? หลายฅนอาจเกิดคำถามชึ่งเรื่องนี้ขอเรียนว่า วงการเครื่องรางนั้นใหญ่มาก หรือก็คือเครื่องรางในเมืองไทยนั้นมีมากมาย หลากหลายชนิดหลายประเภท และเครื่องรางแต่ละชิ้นนั้นล้วนมีคุณค่าน่าสะสมทั้งสิ้น  โดยวงการนักสะสมก็ยกย่องตะกรุดเป็นอันมาก  เหตุเพราะว่า ตะกรุดมีความสวยงาม มีเสน่ห์น่าค้นหา น่าศึกษาประวัติความเป็นมาและประวัติของท่านผู้สร้างชึ่งล้วนเป็นพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงคุณหรือไม่ก็เป็นจอมขมังเวทแห่งแผ่นดินชึ่งหาตัวจับยาก  แต่ทว่าตะกรุดนั้นเป็นเครื่องรางที่มีความเด่นเฉพาะทางเฉพาะสายวิชาคือ  สายคงกระพัน  สายมหาอุด  สายเมตตา  เป็นต้น

เบี้ยแก้จักรพรรดิ

ส่วนเบี้ยแก้เป็นเครื่องรางที่มีความครบเครื่องในตัวเอง เริ่มจากตัวหอยเบี้ยที่มีประวัติความเป็นมายาวนานและมีตำนานเกี่ยวกับเทพีแห่งโชคลาภนามพระแม่ลักษมี  ชายาแห่งพระนารายณ์  หนึ่งในสามมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ประการหนึ่ง  เบี้ยจั่นเคยเป็นเงินตรามีคุณค่าในตัวเอง  ในสมัยโบราณเคยใช้แลกเปลี่ยนชื้อขายสินค้าได้อย่างถูกต้องตามกฏหมาย และอีกประการหนึ่งนั้น   เบี้ยจั่นเป็นเครื่องรางโดยกำเนิด  ด้วยความเชื่อว่า เบี้ยจั่นเป็นสมบัติของพระแม่ลักษมีย่อมมีอำนาจวิเศษในตัวของมันเอง และเบี้ยจั่นก็ถูกนำมาสร้างเป็นเครื่องรางด้วยความพิถีพิถันสวยงามพร้อมศิลปะ และสร้างด้วยมวลสารที่มีอานุภาพในตัวเองคือปรอท  ที่สำคัญอานุภาพของเบี้ยแก้นั้นครบเครื่องครอบจักรวาลจริงๆ  คือเด่นไปทุกเรื่อง  คนโบราณจึงมีเบี้ยแก้ติดตัวอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะเดินทางไปไกลหรือใกล้  เพราะช่วยป้องกันอันตรายนาๆประการได้  ไม่ว่าจะเกิดจากสัตว์หรือผี และการกระทำย่ำยี  รวมถึงป้องกันอาวุธนาๆชนิดได้อย่างอัศจรรย์ยิ่งนัก  ชึ่งจะเล่าต่อไปในตอนประสบการณ์ปาฏิหาริย์

เบี้ยแก้เป็นเครื่องรางที่มีประวัติการสร้างยาวนาน  หากจะเครื่องรางประวัติการสร้างกับเครื่องรางชนิดอื่นๆ  ชึ่งก็พอจะเทียบเคียงได้กับตะกรุดที่มีประวัติการสร้างยาวนานพอๆกัน  แต่ทว่าเบี้ยแก้กลับมีเสน่ห์ดึงดูดความสนใจของผู้คนได้มากกว่าตะกรุด และเครื่องรางชนิดอื่นๆ  ชึ่งอาจเป็นเพราะรูปทรงของเปลือกหอยภควจั่นหรือเบี้ยจั่นที่มีขนาดพอเหมาะสำหรับการห้อยหรือพกพา และมีความเด่นสวยงามยิ่งเมื่อเบี้ยแก้ถูกถักด้วยเชือกปอเส้นเล็กๆ  ที่ถักอย่างละเอียดประณีต และลงรักปิดทอง ยิ่งทำให้เบี้ยแก้มีความงดงามจับตาจับใจขื้นมาในทันที อีกทั้งหากเป็นเบี้ยแก้ที่สร้างขื้นโดยพระเกจิอาจารย์ผู้เรืองวิทยาคมด้วยแล้ว  มูลค่าของเบี้ยแก้ยิ่งสูงลิ่วขื้นไปอีก เพราะผู้คนต่างก็ต้องการได้มาครอบครองบูชา  หากใครมีไว้ครอบครองก็หวงแหนไม่อยากนำออกมาอวดสายตาเซียนเครื่องรางเพราะกลัวถูกตามตื้อขอเช่าต่อ

ชึ่งประวัติความเป็นมาของเบี้ยแก้นั้นเกิดขื้นในยุคที่พราหมณ์รุ่งเรือง  เบี้ยถูกนำมาใช้ในพิธีกรรมต่างๆ มากมาย  สันนิษฐานว่า  เบี้ยแก้ตัวแรกของโลกก็น่าจะมาจากชมพูทวีปหรืออินเดียในปัจจุบัน  และถูกนำเข้ามาในแผ่นดินสุวรรณภูมิเมื่อสองพันกว่าปีก่อนโดยคณะพราหมณ์ที่ร่วมเดินทางมากับเรือสินค้า  แม้ว่าเบี้ยแก้ในยุคโบราณจะไม่มีการฝังปรอท และถักเชือกสวยงามเหมือนอย่างในปัจจุบันก็ตาม  แต่เบี้ยแก้ก็ดำรงคงอยู่ในสถานะของวิเศษแห่งพระผู้เป็นเจ้าเสมอมา  แต่เรียกขานกันในนาม  ”  ภควจั่น หรือ เสมาภควจั่น  ” ยังไม่ได้ถูกขนานนามว่า เบี้ยแก้เหมือนปัจจุบันนี้

เบี้ยแก้ จักรพรรดิแห่งเครื่องราง

จากการค้นคว้าข้อมูลความเป็นมาของเบี้ยแก้ก็พบว่าเหตุผลที่ถูกเรียกว่า เบี้ยแก้  ก็เพราะว่าในสมัยโบราณผู้คนนิยมใช้เบี้ยในการแก้บน  ชึ่งหมายถึงการนำเอาเบี้ยหอยมาเป็นเครื่องสังเวยบูชาเทวดา หรือ เทพเจ้าที่ผู้คนให้ความเคารพศรัทธา และได้บนบานศาลกล่าวเอาไว้ว่า  ขอให้สิ่งที่ตนปรารถณาสำเร็จแล้วจะนำเอาเบี้ยมากองที่ศาลเทพารักษ์ หรือเทวาลัยเพื่อการบูชา  ดั่งตัวอย่างในเสภาขุนช้างขุนแผนที่กล่างเอาไว้ว่า ตอนนางเทพทองจะคลอดขุนช้าง

” ท้องลดทศมาศลูกถีบยัน    พอใกล้ฤกษ์ยามนั้นเจ็บหนักไป

บิดตัวเรียกผัวหาพ่อแม่          ร้องเปื้อนเชือนแชไม่ส่ำได้

ฝ่ายผัวพ่อแม่แลข้าไท            วิ่งวุ้นครุ่นไปที่บนเรือน

บ้างก็เสกมงคลปรายข้าวสาร            เอาเบี้ยบนลนลานเหน็บฝาเกลื่อน  ”

คำว่า  เอาเบี้ยบนลนลานเหน็บฝาเกลื่อน   หมายถึง  ผู้คนในยุคนั้นนับถือว่าเบี้ยคือเงินตรา  การ เอาเบี้ยมาบนก็หมายถึงการติดสินบนเทวดาให้ช่วยเหลือเด็กที่กำลังจะคลอดให้ปลอดภัยนั่นเอง

ความเชื่อเรื่องเบี้ยนี้ในจารึกของสุโขทัยก็ได้กล่าวถึงเบี้ยในลักษณะ   ” พนมเบี้ย  พนมหมาก   ”   หมายถึงชาวบ้านร้านตลาดนำเอาหมาก นำเอาเบี้ยมากองจนสูงเป็นภูเขา   เพราะคำว่า พนมนั้น หมายถึง ภูเขานั่นเอง และเมื่อเบี้ยถูกนำมาสร้างเป็นเครื่องรางโดยการกรอกปรอทเข้าไป  แล้วห่อหุ้มด้วยยันต์ตะกั่ว  ถักเชือกลงรักปิดทอง  นามเรียกขานก็เปลี่ยนมาเป็น เบี้ยแก้ และเบี้ยแก้กันมาจนถึงทุกวันนี้  แต่มิได้หมายถึงการแก้บนอีกต่อไป  ตรงกันข้ามความหมายของเบี้ยแก้กลับกลายเป็น  ” แก้ร้ายให้กลายเป็นดี  ” เพราะสรรพคุณของ เบี้ยแก้นั้นช่วยป้องกันอันตรายในยามคับขัน  ชึ่งอาจถึงแก่ชีวิตให้กลับกลายเป็น แคล้วคลาด  อยู่รอดปลอดภัย  ไม่ตายโหง  และช่วยป้องกันภูตผีปีศาจร้าย  คุณไสยมนตร์ดำ  การกระทำย่ำยีจากอวิชชา หรือ ศัตรูที่พึ่งพาอาศัยหมอผีให้ทำพิธีปล่อยของเข้าสู่ตน  แต่เมื่อเจอเบี้ยแก้  คุณไสยนั้นก็สะท้อนกลับไปยังเจ้าของที่กระทำมา  เบี้ยแก้จึงได้รับการยอมรับนับถือจากผู้คนทั่วสารทิศ

จากประสบการณ์ที่เคยเห็นเห็นความวิเศษของเบี้ยแก้มาแล้วหลายครั้ง และยอมรับว่าเบี้ยแก้นั้นไม่ใช่เครื่องรางกระจอกแต่อย่างใด  ตรงกันข้ามเบี้ยแก้มีอานุภาพครอบจักรวาลจริงๆ ทั้งในเรื่องแคล้งคลาด  คงกระพัน  ป้องกันคุณไสย  ป้องกันยาสั่ง  ป้องกันผี  ช่วยถอดถอนพิษงู หรือ พิษของแมลงบางชนิด  ช่วยแก้ฝีกัดหนอง และอาราธนารักษาอาการเจ็บป่วยได้อย่างอัศจรรย์  อีกทั้งกันปลิงกันทากได้อย่างดี  แม้กระทั่งงูพิษก็ไม่กล้าเข้าใกล้  แต่ต้องเป็นเบี้ยแก้ของแท้  ที่สร้างโดยพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงคุณวิเศษเท่านั้น  เพราะการสร้างเบี้ยแก้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ  อย่างที่หลายๆคนคิด

ถึงตอนนี้ท่านผู้อ่านคงจะพอเข้าใจแล้วว่า เพราะเหตุใดเบี้ยแก้ จึงได้รับขนานนามว่าเป็น จักรพรรดิ แห่งเครื่องราง  บรรดานักเลงอาคมหรือจอมขมังเวทในอดีตที่ผ่านมาต่างก็ยอมรับนับถือคุณวิเศษของเบี้ยแก้และมีเบี้ยแก้พกติดตัวกันทุกคน  ไม่ว่าจะเป็นเสือร้าย  นักเลง  ตำรวจ  ทหารในยุคก่อนต่างก็แสวงหาเบี้ยแก้มาบูชากันทุกคน และเบี้ยแก้ก็เคยสร้างชื่อให้ต่างชาติได้เห็นเป็นบุญตามาแล้ว  จึงไม่กล้าตอแย หรือพูดจาดูถูกทหารไทย เช่น ในสงครามเวียดนามและลาว  ที่ทหารไทยไปรบและสร้างวีรกรรมเอาไว้เป็นที่เล่าขานกันมาไม่รู้จบสิ้นทหารอเมริกันที่ว่าแน่ๆ  ยังต้องวิ่งหลบหนีตายเมื่อโดนถล่มจากข้าศึก  มีแต่ทหารไทยเท่านั้นที่วิ่งเข้าหาข้าศึก  โดนยิงล้มพอหายจุกก็ลุกขื้นวิ่งไล่ยิงใส่ข้าศึกจนหนีกันกระเจิง  แม้แต่ทหารเวียดนามเหนือที่ว่าโหดสุดๆ  ก็ยังขยาดทหารไทย  ถึงกับมีใบแจ้งเตือนทหารของตนว่า ให้สังกัดดูดีๆ  ว่าปะทะกับทหารชาติไหน  ถ้าเป็นอเมริกันจะใช้ปืนใหญ่ยิงสนับสนุนต่อเนื่องและมีเครื่องบินมาทิ้งระเบิดปูพรมช้ำ  ส่วนทหารลาวยิงแล้วหยุดเป็นระยะๆ  แต่ถ้าพบเจอทหารที่งิ่งเข้าใส่ และยิงอย่างต่อเนื่องไม่กลัวตาย  ไม่มีปืนใหญ่ยิงสนับสนุน  ถูกยิงแล้วยังลุกขื้นวิ่งเข้าหาอย่างต่อเนื่องก็ให้ระวังเอาไว้ให้ดี  เพราะนั่นคือทหารไทยที่เล่าลือกันว่า เป็นทหารผี  ก็เพราะทหารไทยมีของดีติดตัวไปรบทุกคนและหนึ่งในนั้นก็คือเบี้ยแก้ที่ช่วยทหารไทยเอาไว้มากมาย

พระครูปลัดวินัย อุตฺตโม เจ้าอาวาสวัดเวฬุวัน จ.ปทุมธานี
ในอดีตทหารไทย ที่ไปรบในสงครามลับที่ลาวและได้รับการบอกเล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์ของเครื่องรางไทยที่สร้างประสบการณ์ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลกมาแล้ว  ไม่ว่าจะเป็นทหารฝ่ายศัตรู และทหารร่วมรบอย่างอเมริกัน  ในช่วงสงครามเวียดนาม-ลาว  ทหารอเมริกันที่เข้ามาพักผ่อนในไทยถึงกับลงทุนไปกราบฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของพระเกจิอาจารย์ในยุคนั้นมากมาย  เพราะความเชื่อมั่นศรัทธาสุดหัวใจ  และแสวงหาเครื่องรางเพื่อพกติดตัวไปสู่สนามรบตามอย่างทหารไทยด้วยเช่นกัน

เบี้ยแก้จึงเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติ และเป็นที่นิยมแสวงหาอย่างมาก  โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ราคาเบี้ยแก้เก่าสภาพดีราคาทะลุหลักแสน  สำหรับเบี้ยแก้ยอดนิยมได้แก่  เบี้ยแก้ของหลวงปู่รอด วัดนายโรง  เบี้ยแก้หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว  แต่ในวงการ เบี้ยแก้ยังมีเบี้ยแก้คุณภาพดีและมีประสบการณ์มากมายอีกหลายสำนัก ชึ่งจะได้นำมาเสนอในบทเบญจภาคีเบี้ยแก้  แต่ตอนนี้มาคุยเรื่อง ขั้นตอนการสร้างเบี้ยแก้กันก่อนว่า  ครูอาจารย์ในยุคเก่านั้น ท่านสร้างเบี้ยแก้อย่างไรถึงสวยงามและเข้มขลังด้วยอำนาจพระพุทธคุณครอบจักรวาล

ขั้นตอนการสร้างเบี้ยแก้

สิ่งแรกสำหรับการสร้างเบี้ยแก้ก็คือขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบสำหรับสร้างเบี้ย  ชึ่งต้องเตรียมการดังนี้ :

1 . แสวงหาเบี้ยหอยจั่น หรือ เปลือกหอยทะเลที่มีลักษณะดีคือมีลายสวยงามและมีขนาดพอเหมาะพอดี  คือท้องหอยมีขนาดใหญ่พอประมาณและมีความลึก  มีพื้นที่ของท้องหอยมากพอสำหรับกรอกปรอทเข้าไป และจะต้องมีฟันเรียงซี่สวยงาม  ไม่แตกหัก  ไม่บิ่น และมีฟันเรียงกันนับได้ 32 ซี่พอดีชึ่งเป็นอาการ 32 ของมนุษย์ เพื่อเป็นเคล็ดว่าเมื่อสร้างเป็นเบี้ยแก้แล้ว  เบี้ยตัวนั้นจะมีชีวิตมีจิตวิญญาณ และเมื่อใครก็ตามที่นำเบี้ยแก้ไปใช้ก็เท่ากับว่า เบี้ยแก้ตัวนั้นช่วยให้ผู้ครอบครองมีอายุยืนยาวนานตามอุปเทห์ที่กำหนด

2 . ปรอทในสมัยโบราณจะใช้วิธีทางไสยศาสตร์ในการดักจับปรอทอาคม  แต่ในปัจจุบันนี้ปรอทเป็นสิ่งที่หาได้ทั่วไปไม่ยุ่งยาก

3. ชันโรงใต้ดิน  ใช้สำหรับอุดใต้ท้องเบี้ย  โดยหลังจากกรอกปรอทแล้วจะต้องรีบเอาชันโรงที่เตรียมไว้มายาอุดให้ทั่วบริเวณปากที่ท้องหอยก่อนที่จะใช้แผ่นยันต์ตะกั่วหุ้มตัวหอยอีกชั้น  ซึ่งชันโรงนั้นคือรังของแมลงชนดหนึ่งซึ่งมีขนาดเล็กมากๆ  ชอบทำรังตามโคนไม้โพธิ์  ไม้มะเดื่อ  ไม้ยาง หรือ ไม้อื่นๆ  ที่มียางซึมออกมาจากลำต้น  และชอบทำรังในป่าช้า  เช่นโกดังเก็บศพ และบริเวณศาลพระภูมิร้างหรือซากปรักหักพัง  นอกจากนี้ยังพบว่า ชันโรงทำรังอยู่ใต้ดินเช่นกัน  ตังแมลงชันโรงนี้มีสีดำลักษณะคล้ายมดดำหรือผึ้ง  บินได้  เป็นแมลงประจำถิ่นในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย  ทางเหนือจะเรียกว่าขี้ย้า  ภาคกลางจะเรียกว่าชันโรง  ภาคตะวันตกเรียกว่าตุ้งติ้ง  ภาคอิสานเรียกว่าขี้สูด  ภาคใต้เรียกว่าแมงอุง

ชันโรง เป็นแมลงที่ไม่มีพิษไม่มีภัยต่อระบบนิเวศ  ตรงกันข้ามกลับสร้างประโยชน์ให้กับสวนผลไม้อย่างมหาศาลด้วยการช่วยผสมพันธุ์   ในทางไสยศาสตร์นิยมใช้ชันโรงเป็นตัวช่วยในการสร้างวัตถุมงคล  แต่ปัจจุบันมีการเพาะเลี้ยงชันโรงอย่างเป็นระบบ  ชันโรงจึงหาง่ายกว่าสมัยก่อนมาก  และส่วนที่เป็นประโยชน์ก็คือรังของชันโรงที่มีลักษณะนุ่มเหนียวเมื่อแห้งจะแข็งใช้อุดรอยรั่วซึมได้อย่างดี

4. แผ่นตะกั่วสำหรับลงยันต์เพื่อห่อหุ้มเบี้ยแก้

5. ด้ายปอซึ่งเป็นด้ายสาวพรหมจรรย์  ( หมายถึงด้ายปอที่ฟั่นด้วยมือของหญิงพรหมจรรย์  ) เท่านั้น  ใช้สำหรับถักหุ้มตัวเบี้ยแก้

6. ลวดทองแดง ใช้ขดม้วนหัวท้ายเพื่อถักรวมไปกับตัวเบี้ยสำหรับร้อยเชือกคาดเอว

7. ผ้าแดงสำหรับลงยันต์ปิดท้องเบี้ย  โดยใช้ปิดทับชันโรงที่ยาอุดท้องเบี้ยไว้ก่อนที่จะหุ้มแผ่นตะกั่วลงยันต์

8. รัก สำหรับทาเคลือบเบี้ยแก้ให้เงางาม และแข็งแกร่งคงทน

เมื่อเตรียมวัตถุต่างๆ ได้แล้วก็เป็นการสร้างเบี้ยแก้  โดยทำตามขั้นตอนดังนี้ :

1. เตรียมเบี้ยจั่นใส่ถาดพร้อมดอกไม้ธูปเทียน  ปรอท  ชันโรง  แผ่นตะกั่ว  ผ้าแดง  เพื่อทำพิธีไหว้ครู และ เชิญชุมนุมเทวดา

2. อุดชันโรงที่หัวและท้ายเบี้ยพอให้มีเนื้อที่เหลือสำหรับกรอกปรอทซึ่งวิธีการนี้เรียกว่า ” เสี้ยมหัวเบี้ย ”

3. ปลุกเสกปรอทที่ยังอยู่ในสภาพของเหลวให้จับตัวเป็นก้อน แต่มีความนุ่มพอที่จะกรอกลงไปในตัวเบี้ยได้

4. นำชันโรงมาอุดปิดปากเบี้ยในส่วนที่เหลือให้เป็นเนื้อเดียวกันแล้วใช้ตอกหรือสันมีดบางๆ ปาดให้เรียบเป็นแนวตรงเสมอกัน

5. เขียนยันต์ลงผ้าแดงแล้วตัดให้พอดีกับท้องเบี้ย  ปลุกเสกจนขึ้นแล้วนำเอามาปิดทับโดยให้มีขนาดพอดีกับความกว้างของท้องเบี้ย

6. ลงยันต์บนแผ่นตะกั่วแล้งนำเอามาหุ้มให้รอบตัวเบี้ย  โดยหุ้มจากหลังเบี้ยให้ปลายทั้ง 4 ด้านของแผ่นตะกั่วมาพับรวมเป็นระเบียบที่ท้องเบี้ย  แล้วใช้มือปาดกดหรือรูดให้เนื้อตะกั่วเรียบสนิทแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน

7. ถักหุ้มเบี้ยด้วยด้ายปอ  โดยใช้เข็มเย็บผ้าขนาดใหญ่พอประมาณ  ถักให้เกิดเป็นลายละเอียดถี่เพื่อให้เกิดความแน่นหนา  ซึ่งการถักลายหุ้มเบี้ยขึ้นอยู่กับอารมณ์และฝีมือช่างว่าจะถักให้ออกมาเป็นรูปแบบใด เช่น ลายจระเข้ขบฟัน  ลายหัวธนู  ลายมังกรพันหลัก  และถ้าสำนักที่สร้างมีความพิถีพิถันกับการถักก็มักจะถักช้ำเป็น 2 ชั้น เพื่อให้เกิดความหนาและมั่นคงแข็งแรง  อีกทั้งช่วยส่งเสริมให้เบี้ยตัวนั้นๆ มีความสวยงามมากยิ่งขึ้นไปอีก

8. นำเบี้ยที่ถักหุ้มเรียบร้อยแล้วมาจุ่มรัก  ซึ่งในขั้นตอนนี้หากสำนักนั้นๆ มีผงวิเศษที่สร้างขึ้นตามตำรับที่เรียนมาก็มักจะคลุกผงวิเศษลงไปด้วย  ซึ่งผงวิเศษนี้คือ ผงพระพุทธคุณ หรือ ผงคุณพระตามแต่จะเรียก  ซึ่งจะเรียกว่าผงวิเศษก็ไม่ผิด   ผงปถมัง  ผงอิธะเจ หรือ อิธิเจ  ผงตรีนิสิงเห  ผงมหาราช  เป็นต้น  เมื่อจุ่มรักแล้วก็นำเอาเบี้ยไปผึ่งในที่แห้ง ที่ไม่มีลมพัดผ่าน และไม่มีแสงแดดเข้าไปส่องโดยตัวเบี้ย  คือเอาไปผึ่งในห้องปิด  เพื่อให้รักแห้งไปเอง  วิธีการนี้จะไม่ทำให้เนื้อรักย่นเป็นหนังช้าง แต่จะเรียบตึงสวยงามน่าดูน่าชมยิ่งนัก  เพราะคุณสมบัติของรักเป็นยางที่มีพิษ  ไอระเหยของสารพิษในรักจะทำให้แสบตา และระคายเคือง  ถ้านำรักไปตากแดดก็ยิ่งทำให้รักนั้นเหลวเละไม่เป็นเนื้อเดียวกัน  เพราะแสงแดดมีความร้อนทำให้รักละลาย

9. เมื่อเบี้ยที่จุ่มรักแห้งสนิทเป็นมันเงาดีแล้ว  ก็นำทองคำเปลวมาปิดบนหลังเบี้ย  บางสำนักมีการลงยันต์กำกับบนหลังเบี้ยหรือท้องเบี้ยก่อนที่จะปิดทอง  ซึ่งในสมัยก่อนนั้นยังไม่มีหมึกสำหรับเขียนยันต์ก็จะใช้ดินสอดำ หรือ เหล็กจารจารลงบนหลังเบี้ยให้เกิดเป็นรอยยันต์  ซึ่งจะเป็นยันต์อะไรก็ขึ้นอยู่กับตำรับของสำนักนั้นๆ  แต่โดยส่วนใหญ่แล้งจะลงด้วยยันต์เฑาะมหาวิเศษ หรือ เฑาะครอบจักรวาล  เฑาะโสฬสมงคล

10. เมื่อทุกขั้นตอนสำเร็จดีแล้วจึงนำเอาเบี้ยแก้ไปปลุกเสกเดี่ยวในพระอุโบสถตามกำนดเวลาของแต่ละสำนัก  หลังจากนั้นจึงนำมาเข้าพิธีมหาพุทธาภิเษกอีกครั้งก่อนจะแจกจ่ายให้ประชาชน หรือ ลูกศิษย์นำไปบูชา.

ความรู้เพิ่มเติม :

บางสำนักจะใช้ลวดทองแดงนำมาฟั่นหัวท้ายตรงกลางเป็นแกนตรงให้มีขนาดยาวพอดีตัวเบี้ย  แล้วกดลงตรงแนวของชันโรงที่อุดท้องเบี้ยก่อนจะปิดผ้าแดง และแผ่นตะกั่วเพื่อใช้เป็นตัวร้อยเชือกคาดเอว หรือ ห้อยคอ และบางสำนักเมื่อปลุกเสกแล้วจะนำเอาเบี้ยไปโยนลงบ่อน้ำในวัด หรือท่าน้ำหน้าวัดเพื่อปล่อยเบี้ย แล้วใช้พลังจิตเรียกให้กลับมา  หากเบี้ยตัวใดลอยกลับมาหาก็เป็นอันว่าเบี้ยตัวนั้นวิเศษจริง จึงจะนำไปแจกจ่ายให้ ลูกศิษย์ต่อไป.

พิธีอธิษฐานจิตปลุกเสก”เบี้ยแก้”โดยท่านเจ้าอาวาสพระครูปลัดวันัย อุตฺตโม