เบี้ยแก้ หลวงปู่เหรียญ วัดบางระโหง

เบี้ยแก้หลวงปู่เหรียญ วัดบางระโหง

เบี้ยแก้หลวงปู่เหรียญ วัดบางระโหง ลูกขนาดใหญ่เท่าเบี้ย หลวงปู่เจือ   หลวงปู่เหรียญ ท่านพายเรือจากนนทบุรีไปบางกอกน้อย เพื่อไปเรียนวิชาสร้างเบี้ยแก้กับ หลวงปู่รอด วัดนายโรง แต่ท่านใช้พิสมรใบลานผูกใต้ท้องเบี้ยเพื่อไม่ให้เหมือนทับรอยครูบาอาจารย์  จากนั้นนำออกให้ลูกศิษย์ลูกหาใช้ติดตัวกัน

เบี้ยแก้ หลวงปู่เหรียญ วัดบางระโหง

เป็นที่ทราบกันดีในหมู่ลูกศิษย์ลูกหาของ หลวงปู่เหรียญ ว่าเบี้ยแก้ยุคต้นของท่านจะใช้เชือกปอป่านถัก และมีเอกลักษณ์เป็นหนึ่งเดียว โดยการจารใบลานกับมือท่านเอง แล้วสารเป็นรูป ปลาตะเพียน ร้อยใต้ท้องเบี้ยอีกที ต่างจากสำนักอื่นๆ ,  หลวงปู่เหรียญ ท่านเป็นเกจิยุคเดียวกันกับ หลวงปู่เพิ่ม วัดกลางบางแก้ว.

เบี้ยแก้ หลวงปู่เหรียญ วัดบางระโหง
เบี้ยแก้ หลวงปู่เหรียญ วัดบางระโหง
เบี้ยแก้ หลวงปู่เหรียญ วัดบางระโหง
เบี้ยแก้ หลวงปู่เหรียญ วัดบางระโหง
เบี้ยแก้ หลวงปู่เหรียญ วัดบางระโหง


เบี้ยแก้ หลวงปู่เหรียญ วัดบางระโหง

สนใจกรุณาติดต่อ +66613608638

เบี้ยแก้ จักรพรรดิ แห่งเครื่องราง

เบี้ยแก้ นั้นได้รับยกย่องว่าเป็นจักรพรรดิ แห่งเครื่องราง เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นและทำไมวงการเครื่องรางถึงไม่ยกย่องเครื่องรางอื่นๆ ขื้นมาเป็นจักรพรรดิของเครื่องรางบ้างเล่า? หลายฅนอาจเกิดคำถามชึ่งเรื่องนี้ขอเรียนว่า วงการเครื่องรางนั้นใหญ่มาก หรือก็คือเครื่องรางในเมืองไทยนั้นมีมากมาย หลากหลายชนิดหลายประเภท และเครื่องรางแต่ละชิ้นนั้นล้วนมีคุณค่าน่าสะสมทั้งสิ้น  โดยวงการนักสะสมก็ยกย่องตะกรุดเป็นอันมาก  เหตุเพราะว่า ตะกรุดมีความสวยงาม มีเสน่ห์น่าค้นหา น่าศึกษาประวัติความเป็นมาและประวัติของท่านผู้สร้างชึ่งล้วนเป็นพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงคุณหรือไม่ก็เป็นจอมขมังเวทแห่งแผ่นดินชึ่งหาตัวจับยาก  แต่ทว่าตะกรุดนั้นเป็นเครื่องรางที่มีความเด่นเฉพาะทางเฉพาะสายวิชาคือ  สายคงกระพัน  สายมหาอุด  สายเมตตา  เป็นต้น

เบี้ยแก้จักรพรรดิ

ส่วนเบี้ยแก้เป็นเครื่องรางที่มีความครบเครื่องในตัวเอง เริ่มจากตัวหอยเบี้ยที่มีประวัติความเป็นมายาวนานและมีตำนานเกี่ยวกับเทพีแห่งโชคลาภนามพระแม่ลักษมี  ชายาแห่งพระนารายณ์  หนึ่งในสามมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ประการหนึ่ง  เบี้ยจั่นเคยเป็นเงินตรามีคุณค่าในตัวเอง  ในสมัยโบราณเคยใช้แลกเปลี่ยนชื้อขายสินค้าได้อย่างถูกต้องตามกฏหมาย และอีกประการหนึ่งนั้น   เบี้ยจั่นเป็นเครื่องรางโดยกำเนิด  ด้วยความเชื่อว่า เบี้ยจั่นเป็นสมบัติของพระแม่ลักษมีย่อมมีอำนาจวิเศษในตัวของมันเอง และเบี้ยจั่นก็ถูกนำมาสร้างเป็นเครื่องรางด้วยความพิถีพิถันสวยงามพร้อมศิลปะ และสร้างด้วยมวลสารที่มีอานุภาพในตัวเองคือปรอท  ที่สำคัญอานุภาพของเบี้ยแก้นั้นครบเครื่องครอบจักรวาลจริงๆ  คือเด่นไปทุกเรื่อง  คนโบราณจึงมีเบี้ยแก้ติดตัวอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะเดินทางไปไกลหรือใกล้  เพราะช่วยป้องกันอันตรายนาๆประการได้  ไม่ว่าจะเกิดจากสัตว์หรือผี และการกระทำย่ำยี  รวมถึงป้องกันอาวุธนาๆชนิดได้อย่างอัศจรรย์ยิ่งนัก  ชึ่งจะเล่าต่อไปในตอนประสบการณ์ปาฏิหาริย์

เบี้ยแก้เป็นเครื่องรางที่มีประวัติการสร้างยาวนาน  หากจะเครื่องรางประวัติการสร้างกับเครื่องรางชนิดอื่นๆ  ชึ่งก็พอจะเทียบเคียงได้กับตะกรุดที่มีประวัติการสร้างยาวนานพอๆกัน  แต่ทว่าเบี้ยแก้กลับมีเสน่ห์ดึงดูดความสนใจของผู้คนได้มากกว่าตะกรุด และเครื่องรางชนิดอื่นๆ  ชึ่งอาจเป็นเพราะรูปทรงของเปลือกหอยภควจั่นหรือเบี้ยจั่นที่มีขนาดพอเหมาะสำหรับการห้อยหรือพกพา และมีความเด่นสวยงามยิ่งเมื่อเบี้ยแก้ถูกถักด้วยเชือกปอเส้นเล็กๆ  ที่ถักอย่างละเอียดประณีต และลงรักปิดทอง ยิ่งทำให้เบี้ยแก้มีความงดงามจับตาจับใจขื้นมาในทันที อีกทั้งหากเป็นเบี้ยแก้ที่สร้างขื้นโดยพระเกจิอาจารย์ผู้เรืองวิทยาคมด้วยแล้ว  มูลค่าของเบี้ยแก้ยิ่งสูงลิ่วขื้นไปอีก เพราะผู้คนต่างก็ต้องการได้มาครอบครองบูชา  หากใครมีไว้ครอบครองก็หวงแหนไม่อยากนำออกมาอวดสายตาเซียนเครื่องรางเพราะกลัวถูกตามตื้อขอเช่าต่อ

ชึ่งประวัติความเป็นมาของเบี้ยแก้นั้นเกิดขื้นในยุคที่พราหมณ์รุ่งเรือง  เบี้ยถูกนำมาใช้ในพิธีกรรมต่างๆ มากมาย  สันนิษฐานว่า  เบี้ยแก้ตัวแรกของโลกก็น่าจะมาจากชมพูทวีปหรืออินเดียในปัจจุบัน  และถูกนำเข้ามาในแผ่นดินสุวรรณภูมิเมื่อสองพันกว่าปีก่อนโดยคณะพราหมณ์ที่ร่วมเดินทางมากับเรือสินค้า  แม้ว่าเบี้ยแก้ในยุคโบราณจะไม่มีการฝังปรอท และถักเชือกสวยงามเหมือนอย่างในปัจจุบันก็ตาม  แต่เบี้ยแก้ก็ดำรงคงอยู่ในสถานะของวิเศษแห่งพระผู้เป็นเจ้าเสมอมา  แต่เรียกขานกันในนาม  ”  ภควจั่น หรือ เสมาภควจั่น  ” ยังไม่ได้ถูกขนานนามว่า เบี้ยแก้เหมือนปัจจุบันนี้

เบี้ยแก้ จักรพรรดิแห่งเครื่องราง

จากการค้นคว้าข้อมูลความเป็นมาของเบี้ยแก้ก็พบว่าเหตุผลที่ถูกเรียกว่า เบี้ยแก้  ก็เพราะว่าในสมัยโบราณผู้คนนิยมใช้เบี้ยในการแก้บน  ชึ่งหมายถึงการนำเอาเบี้ยหอยมาเป็นเครื่องสังเวยบูชาเทวดา หรือ เทพเจ้าที่ผู้คนให้ความเคารพศรัทธา และได้บนบานศาลกล่าวเอาไว้ว่า  ขอให้สิ่งที่ตนปรารถณาสำเร็จแล้วจะนำเอาเบี้ยมากองที่ศาลเทพารักษ์ หรือเทวาลัยเพื่อการบูชา  ดั่งตัวอย่างในเสภาขุนช้างขุนแผนที่กล่างเอาไว้ว่า ตอนนางเทพทองจะคลอดขุนช้าง

” ท้องลดทศมาศลูกถีบยัน    พอใกล้ฤกษ์ยามนั้นเจ็บหนักไป

บิดตัวเรียกผัวหาพ่อแม่          ร้องเปื้อนเชือนแชไม่ส่ำได้

ฝ่ายผัวพ่อแม่แลข้าไท            วิ่งวุ้นครุ่นไปที่บนเรือน

บ้างก็เสกมงคลปรายข้าวสาร            เอาเบี้ยบนลนลานเหน็บฝาเกลื่อน  ”

คำว่า  เอาเบี้ยบนลนลานเหน็บฝาเกลื่อน   หมายถึง  ผู้คนในยุคนั้นนับถือว่าเบี้ยคือเงินตรา  การ เอาเบี้ยมาบนก็หมายถึงการติดสินบนเทวดาให้ช่วยเหลือเด็กที่กำลังจะคลอดให้ปลอดภัยนั่นเอง

ความเชื่อเรื่องเบี้ยนี้ในจารึกของสุโขทัยก็ได้กล่าวถึงเบี้ยในลักษณะ   ” พนมเบี้ย  พนมหมาก   ”   หมายถึงชาวบ้านร้านตลาดนำเอาหมาก นำเอาเบี้ยมากองจนสูงเป็นภูเขา   เพราะคำว่า พนมนั้น หมายถึง ภูเขานั่นเอง และเมื่อเบี้ยถูกนำมาสร้างเป็นเครื่องรางโดยการกรอกปรอทเข้าไป  แล้วห่อหุ้มด้วยยันต์ตะกั่ว  ถักเชือกลงรักปิดทอง  นามเรียกขานก็เปลี่ยนมาเป็น เบี้ยแก้ และเบี้ยแก้กันมาจนถึงทุกวันนี้  แต่มิได้หมายถึงการแก้บนอีกต่อไป  ตรงกันข้ามความหมายของเบี้ยแก้กลับกลายเป็น  ” แก้ร้ายให้กลายเป็นดี  ” เพราะสรรพคุณของ เบี้ยแก้นั้นช่วยป้องกันอันตรายในยามคับขัน  ชึ่งอาจถึงแก่ชีวิตให้กลับกลายเป็น แคล้วคลาด  อยู่รอดปลอดภัย  ไม่ตายโหง  และช่วยป้องกันภูตผีปีศาจร้าย  คุณไสยมนตร์ดำ  การกระทำย่ำยีจากอวิชชา หรือ ศัตรูที่พึ่งพาอาศัยหมอผีให้ทำพิธีปล่อยของเข้าสู่ตน  แต่เมื่อเจอเบี้ยแก้  คุณไสยนั้นก็สะท้อนกลับไปยังเจ้าของที่กระทำมา  เบี้ยแก้จึงได้รับการยอมรับนับถือจากผู้คนทั่วสารทิศ

จากประสบการณ์ที่เคยเห็นเห็นความวิเศษของเบี้ยแก้มาแล้วหลายครั้ง และยอมรับว่าเบี้ยแก้นั้นไม่ใช่เครื่องรางกระจอกแต่อย่างใด  ตรงกันข้ามเบี้ยแก้มีอานุภาพครอบจักรวาลจริงๆ ทั้งในเรื่องแคล้งคลาด  คงกระพัน  ป้องกันคุณไสย  ป้องกันยาสั่ง  ป้องกันผี  ช่วยถอดถอนพิษงู หรือ พิษของแมลงบางชนิด  ช่วยแก้ฝีกัดหนอง และอาราธนารักษาอาการเจ็บป่วยได้อย่างอัศจรรย์  อีกทั้งกันปลิงกันทากได้อย่างดี  แม้กระทั่งงูพิษก็ไม่กล้าเข้าใกล้  แต่ต้องเป็นเบี้ยแก้ของแท้  ที่สร้างโดยพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงคุณวิเศษเท่านั้น  เพราะการสร้างเบี้ยแก้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ  อย่างที่หลายๆคนคิด

ถึงตอนนี้ท่านผู้อ่านคงจะพอเข้าใจแล้วว่า เพราะเหตุใดเบี้ยแก้ จึงได้รับขนานนามว่าเป็น จักรพรรดิ แห่งเครื่องราง  บรรดานักเลงอาคมหรือจอมขมังเวทในอดีตที่ผ่านมาต่างก็ยอมรับนับถือคุณวิเศษของเบี้ยแก้และมีเบี้ยแก้พกติดตัวกันทุกคน  ไม่ว่าจะเป็นเสือร้าย  นักเลง  ตำรวจ  ทหารในยุคก่อนต่างก็แสวงหาเบี้ยแก้มาบูชากันทุกคน และเบี้ยแก้ก็เคยสร้างชื่อให้ต่างชาติได้เห็นเป็นบุญตามาแล้ว  จึงไม่กล้าตอแย หรือพูดจาดูถูกทหารไทย เช่น ในสงครามเวียดนามและลาว  ที่ทหารไทยไปรบและสร้างวีรกรรมเอาไว้เป็นที่เล่าขานกันมาไม่รู้จบสิ้นทหารอเมริกันที่ว่าแน่ๆ  ยังต้องวิ่งหลบหนีตายเมื่อโดนถล่มจากข้าศึก  มีแต่ทหารไทยเท่านั้นที่วิ่งเข้าหาข้าศึก  โดนยิงล้มพอหายจุกก็ลุกขื้นวิ่งไล่ยิงใส่ข้าศึกจนหนีกันกระเจิง  แม้แต่ทหารเวียดนามเหนือที่ว่าโหดสุดๆ  ก็ยังขยาดทหารไทย  ถึงกับมีใบแจ้งเตือนทหารของตนว่า ให้สังกัดดูดีๆ  ว่าปะทะกับทหารชาติไหน  ถ้าเป็นอเมริกันจะใช้ปืนใหญ่ยิงสนับสนุนต่อเนื่องและมีเครื่องบินมาทิ้งระเบิดปูพรมช้ำ  ส่วนทหารลาวยิงแล้วหยุดเป็นระยะๆ  แต่ถ้าพบเจอทหารที่งิ่งเข้าใส่ และยิงอย่างต่อเนื่องไม่กลัวตาย  ไม่มีปืนใหญ่ยิงสนับสนุน  ถูกยิงแล้วยังลุกขื้นวิ่งเข้าหาอย่างต่อเนื่องก็ให้ระวังเอาไว้ให้ดี  เพราะนั่นคือทหารไทยที่เล่าลือกันว่า เป็นทหารผี  ก็เพราะทหารไทยมีของดีติดตัวไปรบทุกคนและหนึ่งในนั้นก็คือเบี้ยแก้ที่ช่วยทหารไทยเอาไว้มากมาย

พระครูปลัดวินัย อุตฺตโม เจ้าอาวาสวัดเวฬุวัน จ.ปทุมธานี
ในอดีตทหารไทย ที่ไปรบในสงครามลับที่ลาวและได้รับการบอกเล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์ของเครื่องรางไทยที่สร้างประสบการณ์ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลกมาแล้ว  ไม่ว่าจะเป็นทหารฝ่ายศัตรู และทหารร่วมรบอย่างอเมริกัน  ในช่วงสงครามเวียดนาม-ลาว  ทหารอเมริกันที่เข้ามาพักผ่อนในไทยถึงกับลงทุนไปกราบฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของพระเกจิอาจารย์ในยุคนั้นมากมาย  เพราะความเชื่อมั่นศรัทธาสุดหัวใจ  และแสวงหาเครื่องรางเพื่อพกติดตัวไปสู่สนามรบตามอย่างทหารไทยด้วยเช่นกัน

เบี้ยแก้จึงเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติ และเป็นที่นิยมแสวงหาอย่างมาก  โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ราคาเบี้ยแก้เก่าสภาพดีราคาทะลุหลักแสน  สำหรับเบี้ยแก้ยอดนิยมได้แก่  เบี้ยแก้ของหลวงปู่รอด วัดนายโรง  เบี้ยแก้หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว  แต่ในวงการ เบี้ยแก้ยังมีเบี้ยแก้คุณภาพดีและมีประสบการณ์มากมายอีกหลายสำนัก ชึ่งจะได้นำมาเสนอในบทเบญจภาคีเบี้ยแก้  แต่ตอนนี้มาคุยเรื่อง ขั้นตอนการสร้างเบี้ยแก้กันก่อนว่า  ครูอาจารย์ในยุคเก่านั้น ท่านสร้างเบี้ยแก้อย่างไรถึงสวยงามและเข้มขลังด้วยอำนาจพระพุทธคุณครอบจักรวาล

ขั้นตอนการสร้างเบี้ยแก้

สิ่งแรกสำหรับการสร้างเบี้ยแก้ก็คือขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบสำหรับสร้างเบี้ย  ชึ่งต้องเตรียมการดังนี้ :

1 . แสวงหาเบี้ยหอยจั่น หรือ เปลือกหอยทะเลที่มีลักษณะดีคือมีลายสวยงามและมีขนาดพอเหมาะพอดี  คือท้องหอยมีขนาดใหญ่พอประมาณและมีความลึก  มีพื้นที่ของท้องหอยมากพอสำหรับกรอกปรอทเข้าไป และจะต้องมีฟันเรียงซี่สวยงาม  ไม่แตกหัก  ไม่บิ่น และมีฟันเรียงกันนับได้ 32 ซี่พอดีชึ่งเป็นอาการ 32 ของมนุษย์ เพื่อเป็นเคล็ดว่าเมื่อสร้างเป็นเบี้ยแก้แล้ว  เบี้ยตัวนั้นจะมีชีวิตมีจิตวิญญาณ และเมื่อใครก็ตามที่นำเบี้ยแก้ไปใช้ก็เท่ากับว่า เบี้ยแก้ตัวนั้นช่วยให้ผู้ครอบครองมีอายุยืนยาวนานตามอุปเทห์ที่กำหนด

2 . ปรอทในสมัยโบราณจะใช้วิธีทางไสยศาสตร์ในการดักจับปรอทอาคม  แต่ในปัจจุบันนี้ปรอทเป็นสิ่งที่หาได้ทั่วไปไม่ยุ่งยาก

3. ชันโรงใต้ดิน  ใช้สำหรับอุดใต้ท้องเบี้ย  โดยหลังจากกรอกปรอทแล้วจะต้องรีบเอาชันโรงที่เตรียมไว้มายาอุดให้ทั่วบริเวณปากที่ท้องหอยก่อนที่จะใช้แผ่นยันต์ตะกั่วหุ้มตัวหอยอีกชั้น  ซึ่งชันโรงนั้นคือรังของแมลงชนดหนึ่งซึ่งมีขนาดเล็กมากๆ  ชอบทำรังตามโคนไม้โพธิ์  ไม้มะเดื่อ  ไม้ยาง หรือ ไม้อื่นๆ  ที่มียางซึมออกมาจากลำต้น  และชอบทำรังในป่าช้า  เช่นโกดังเก็บศพ และบริเวณศาลพระภูมิร้างหรือซากปรักหักพัง  นอกจากนี้ยังพบว่า ชันโรงทำรังอยู่ใต้ดินเช่นกัน  ตังแมลงชันโรงนี้มีสีดำลักษณะคล้ายมดดำหรือผึ้ง  บินได้  เป็นแมลงประจำถิ่นในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย  ทางเหนือจะเรียกว่าขี้ย้า  ภาคกลางจะเรียกว่าชันโรง  ภาคตะวันตกเรียกว่าตุ้งติ้ง  ภาคอิสานเรียกว่าขี้สูด  ภาคใต้เรียกว่าแมงอุง

ชันโรง เป็นแมลงที่ไม่มีพิษไม่มีภัยต่อระบบนิเวศ  ตรงกันข้ามกลับสร้างประโยชน์ให้กับสวนผลไม้อย่างมหาศาลด้วยการช่วยผสมพันธุ์   ในทางไสยศาสตร์นิยมใช้ชันโรงเป็นตัวช่วยในการสร้างวัตถุมงคล  แต่ปัจจุบันมีการเพาะเลี้ยงชันโรงอย่างเป็นระบบ  ชันโรงจึงหาง่ายกว่าสมัยก่อนมาก  และส่วนที่เป็นประโยชน์ก็คือรังของชันโรงที่มีลักษณะนุ่มเหนียวเมื่อแห้งจะแข็งใช้อุดรอยรั่วซึมได้อย่างดี

4. แผ่นตะกั่วสำหรับลงยันต์เพื่อห่อหุ้มเบี้ยแก้

5. ด้ายปอซึ่งเป็นด้ายสาวพรหมจรรย์  ( หมายถึงด้ายปอที่ฟั่นด้วยมือของหญิงพรหมจรรย์  ) เท่านั้น  ใช้สำหรับถักหุ้มตัวเบี้ยแก้

6. ลวดทองแดง ใช้ขดม้วนหัวท้ายเพื่อถักรวมไปกับตัวเบี้ยสำหรับร้อยเชือกคาดเอว

7. ผ้าแดงสำหรับลงยันต์ปิดท้องเบี้ย  โดยใช้ปิดทับชันโรงที่ยาอุดท้องเบี้ยไว้ก่อนที่จะหุ้มแผ่นตะกั่วลงยันต์

8. รัก สำหรับทาเคลือบเบี้ยแก้ให้เงางาม และแข็งแกร่งคงทน

เมื่อเตรียมวัตถุต่างๆ ได้แล้วก็เป็นการสร้างเบี้ยแก้  โดยทำตามขั้นตอนดังนี้ :

1. เตรียมเบี้ยจั่นใส่ถาดพร้อมดอกไม้ธูปเทียน  ปรอท  ชันโรง  แผ่นตะกั่ว  ผ้าแดง  เพื่อทำพิธีไหว้ครู และ เชิญชุมนุมเทวดา

2. อุดชันโรงที่หัวและท้ายเบี้ยพอให้มีเนื้อที่เหลือสำหรับกรอกปรอทซึ่งวิธีการนี้เรียกว่า ” เสี้ยมหัวเบี้ย ”

3. ปลุกเสกปรอทที่ยังอยู่ในสภาพของเหลวให้จับตัวเป็นก้อน แต่มีความนุ่มพอที่จะกรอกลงไปในตัวเบี้ยได้

4. นำชันโรงมาอุดปิดปากเบี้ยในส่วนที่เหลือให้เป็นเนื้อเดียวกันแล้วใช้ตอกหรือสันมีดบางๆ ปาดให้เรียบเป็นแนวตรงเสมอกัน

5. เขียนยันต์ลงผ้าแดงแล้วตัดให้พอดีกับท้องเบี้ย  ปลุกเสกจนขึ้นแล้วนำเอามาปิดทับโดยให้มีขนาดพอดีกับความกว้างของท้องเบี้ย

6. ลงยันต์บนแผ่นตะกั่วแล้งนำเอามาหุ้มให้รอบตัวเบี้ย  โดยหุ้มจากหลังเบี้ยให้ปลายทั้ง 4 ด้านของแผ่นตะกั่วมาพับรวมเป็นระเบียบที่ท้องเบี้ย  แล้วใช้มือปาดกดหรือรูดให้เนื้อตะกั่วเรียบสนิทแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน

7. ถักหุ้มเบี้ยด้วยด้ายปอ  โดยใช้เข็มเย็บผ้าขนาดใหญ่พอประมาณ  ถักให้เกิดเป็นลายละเอียดถี่เพื่อให้เกิดความแน่นหนา  ซึ่งการถักลายหุ้มเบี้ยขึ้นอยู่กับอารมณ์และฝีมือช่างว่าจะถักให้ออกมาเป็นรูปแบบใด เช่น ลายจระเข้ขบฟัน  ลายหัวธนู  ลายมังกรพันหลัก  และถ้าสำนักที่สร้างมีความพิถีพิถันกับการถักก็มักจะถักช้ำเป็น 2 ชั้น เพื่อให้เกิดความหนาและมั่นคงแข็งแรง  อีกทั้งช่วยส่งเสริมให้เบี้ยตัวนั้นๆ มีความสวยงามมากยิ่งขึ้นไปอีก

8. นำเบี้ยที่ถักหุ้มเรียบร้อยแล้วมาจุ่มรัก  ซึ่งในขั้นตอนนี้หากสำนักนั้นๆ มีผงวิเศษที่สร้างขึ้นตามตำรับที่เรียนมาก็มักจะคลุกผงวิเศษลงไปด้วย  ซึ่งผงวิเศษนี้คือ ผงพระพุทธคุณ หรือ ผงคุณพระตามแต่จะเรียก  ซึ่งจะเรียกว่าผงวิเศษก็ไม่ผิด   ผงปถมัง  ผงอิธะเจ หรือ อิธิเจ  ผงตรีนิสิงเห  ผงมหาราช  เป็นต้น  เมื่อจุ่มรักแล้วก็นำเอาเบี้ยไปผึ่งในที่แห้ง ที่ไม่มีลมพัดผ่าน และไม่มีแสงแดดเข้าไปส่องโดยตัวเบี้ย  คือเอาไปผึ่งในห้องปิด  เพื่อให้รักแห้งไปเอง  วิธีการนี้จะไม่ทำให้เนื้อรักย่นเป็นหนังช้าง แต่จะเรียบตึงสวยงามน่าดูน่าชมยิ่งนัก  เพราะคุณสมบัติของรักเป็นยางที่มีพิษ  ไอระเหยของสารพิษในรักจะทำให้แสบตา และระคายเคือง  ถ้านำรักไปตากแดดก็ยิ่งทำให้รักนั้นเหลวเละไม่เป็นเนื้อเดียวกัน  เพราะแสงแดดมีความร้อนทำให้รักละลาย

9. เมื่อเบี้ยที่จุ่มรักแห้งสนิทเป็นมันเงาดีแล้ว  ก็นำทองคำเปลวมาปิดบนหลังเบี้ย  บางสำนักมีการลงยันต์กำกับบนหลังเบี้ยหรือท้องเบี้ยก่อนที่จะปิดทอง  ซึ่งในสมัยก่อนนั้นยังไม่มีหมึกสำหรับเขียนยันต์ก็จะใช้ดินสอดำ หรือ เหล็กจารจารลงบนหลังเบี้ยให้เกิดเป็นรอยยันต์  ซึ่งจะเป็นยันต์อะไรก็ขึ้นอยู่กับตำรับของสำนักนั้นๆ  แต่โดยส่วนใหญ่แล้งจะลงด้วยยันต์เฑาะมหาวิเศษ หรือ เฑาะครอบจักรวาล  เฑาะโสฬสมงคล

10. เมื่อทุกขั้นตอนสำเร็จดีแล้วจึงนำเอาเบี้ยแก้ไปปลุกเสกเดี่ยวในพระอุโบสถตามกำนดเวลาของแต่ละสำนัก  หลังจากนั้นจึงนำมาเข้าพิธีมหาพุทธาภิเษกอีกครั้งก่อนจะแจกจ่ายให้ประชาชน หรือ ลูกศิษย์นำไปบูชา.

ความรู้เพิ่มเติม :

บางสำนักจะใช้ลวดทองแดงนำมาฟั่นหัวท้ายตรงกลางเป็นแกนตรงให้มีขนาดยาวพอดีตัวเบี้ย  แล้วกดลงตรงแนวของชันโรงที่อุดท้องเบี้ยก่อนจะปิดผ้าแดง และแผ่นตะกั่วเพื่อใช้เป็นตัวร้อยเชือกคาดเอว หรือ ห้อยคอ และบางสำนักเมื่อปลุกเสกแล้วจะนำเอาเบี้ยไปโยนลงบ่อน้ำในวัด หรือท่าน้ำหน้าวัดเพื่อปล่อยเบี้ย แล้วใช้พลังจิตเรียกให้กลับมา  หากเบี้ยตัวใดลอยกลับมาหาก็เป็นอันว่าเบี้ยตัวนั้นวิเศษจริง จึงจะนำไปแจกจ่ายให้ ลูกศิษย์ต่อไป.

พิธีอธิษฐานจิตปลุกเสก”เบี้ยแก้”โดยท่านเจ้าอาวาสพระครูปลัดวันัย อุตฺตโม